สกินบูสเตอร์บริเวณก้น ทำเดี่ยวได้แค่ครึ่งเดียว
บอดี้

สกินบูสเตอร์บริเวณก้น ทำเดี่ยวได้แค่ครึ่งเดียว

ทำไมการผสมสกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์บริเวณก้น ถึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 22 สิงหาคม 2026
4นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

สกินบูสเตอร์บริเวณก้น ทำเดี่ยวได้แค่ครึ่งเดียวครับ

ขอสรุปผลลัพธ์ให้ฟังก่อนเลยนะครับ

การฉีดสกินบูสเตอร์บริเวณก้นเพียงอย่างเดียวสักกี่ครั้ง

ก็ไม่ได้ทำให้ได้เส้นสายที่เรียบเนียนอย่างที่ต้องการครับ

บทความนี้ผมจะอธิบายเหตุผลให้ฟังครับ

การผสมสกินบูสเตอร์และฟิลเลอร์บริเวณก้น





สกินบูสเตอร์และฟิลเลอร์บริเวณก้น มีบทบาทที่แตกต่างกันครับ

สกินบูสเตอร์บริเวณก้น

คือการฉีดสารอย่างกรดไฮยาลูโรนิก

หรือ PN (โพลีนิวคลีโอไทด์)

เข้าสู่ชั้นหนังแท้อย่างตื้นๆ ครับ

จุดประสงค์หลักคือปรับปรุงความยืดหยุ่น โทนสี

และลักษณะของเซลลูไลท์บริเวณผิวหนังครับ

ต่างจากฟิลเลอร์ตรงที่สกินบูสเตอร์

ไม่สามารถสร้างวอลุ่มได้ครับ

ถ้าฟิลเลอร์คือการเติมเต็มบริเวณที่ยุบ

เพื่อจัดแนวเส้นสายของรูปทรง

สกินบูสเตอร์ก็เปรียบเหมือนการปรับสภาพผิว

ที่คลุมอยู่ด้านบนให้เรียบเนียนขึ้นครับ

หลายคนเข้าใจผิดในจุดนี้

ทั้งสองไม่ใช่หัตถการที่แข่งขันกัน

แต่เป็นหัตถการที่ทำงานคนละชั้นกันครับ





ทำไมสกินบูสเตอร์อย่างเดียวถึงไม่ได้เส้นสายที่ต้องการครับ

"ผมจะอธิบายให้ฟังว่าเมื่อผสมสกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์บริเวณก้นแล้วเกิดผลเสริมกันอย่างไร"

— คุณหมอวียองจิน หัวหน้าแพทย์ (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)

เดือนที่แล้วมีคนไข้อายุ 47 ปีมาพบผมครับ

เธอได้รับสกินบูสเตอร์บริเวณก้น

จากคลินิกอื่นถึง 6 ครั้ง แต่ยังไม่พอใจผลลัพธ์

พอนั่งลงก็ถามทันทีว่า "คุณหมอคะ สภาพผิวดูขึ้นแล้ว

แต่ทำไมเส้นสายยังเหมือนเดิมอยู่เลยคะ?"

พูดตรงๆ เลยนะครับ

กรณีของเธอไม่ควรทำสกินบูสเตอร์เดี่ยวๆ

ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วครับ

บริเวณด้านบนของก้น หรือที่เรียกว่า 'Banana Fold'

คือรอยพับด้านบนของส่วนที่โค้งงอ

สูญเสียวอลุ่มไปแล้วครับ

ถ้าไม่แก้ไขโครงสร้างนี้แล้วแต่งเฉพาะสภาพผิว

ผลก็คือผิวที่เรียบเนียนคลุมอยู่บนส่วนที่ยุบ

ซึ่งแทบไม่เห็นความแตกต่างเลยครับ

ความลึกในการฉีดสกินบูสเตอร์เข้าชั้นหนังแท้บริเวณก้น

โดยปกติผมจะทำแบบนี้ครับ

สำหรับคนที่มีการยุบตัวเชิงโครงสร้าง เช่น Hip Dip หรือ Banana Fold

ผมจะฉีดฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มวอลุ่มลึกๆ ประมาณ 2–4 ซีซี ก่อน

จากนั้นจึงฉีดสกินบูสเตอร์เข้าชั้นหนังแท้

ที่ความลึก 2–3 มม. แบ่งทำ 3–4 ครั้งครับ

ลำดับขั้นตอนนี้สำคัญมากนะครับ

ต้องจัดการวอลุ่มก่อน ผิวด้านบนถึงจะตึงขึ้น

และสกินบูสเตอร์จึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครับ

ทำกลับกันไม่ได้ครับ

ถ้าปรับสภาพผิวก่อนแต่โครงสร้างข้างล่างยังยุบอยู่

ก็จะยังมีเงาอยู่ดีครับ

ขั้นตอนการทำหัตถการผสมฟิลเลอร์และสกินบูสเตอร์บริเวณก้น

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไปนะครับ

เพราะเป็นการทำหัตถการแบบผสม

ค่าใช้จ่ายจึงสูงกว่าการทำเดี่ยว

และต้องใช้ช่วงพักฟื้นเพิ่มขึ้นอีกสักสองสามวันครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เส้นสายยุบตัวลงไปจริงๆ

นี่ยังคงเป็นวิธีที่ให้ผลชัดเจนที่สุดครับ

คนไข้อายุ 47 ปีคนนั้น

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ 1 ครั้ง + สกินบูสเตอร์ 3 ครั้ง

บอกว่า "ตอนนี้ได้แบบที่อยากได้จริงๆ แล้วค่ะ"

สรุปประเด็นสำคัญจากคุณหมอวียองจิน


สกินบูสเตอร์บริเวณก้น


คือหัตถการที่ปรับสภาพผิว


ไม่ใช่หัตถการที่สร้างเส้นสายครับ


ถ้ามีบริเวณที่ยุบตัว ให้จัดการโครงสร้างด้วยฟิลเลอร์ก่อน


แล้วจึงเสริมด้วยสกินบูสเตอร์ในลำดับถัดไป


ถึงจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปครับ





สกินบูสเตอร์บริเวณก้น เหมาะกับใครบ้างครับ

ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีนะครับ

แต่ในห้องตรวจผมมักแบ่งแบบนี้ครับ

จุดที่ยากคือ การมองก้นตัวเองในกระจก

แล้วประเมินอย่างเป็นกลางนั้นทำได้ยากมากครับ

ในการปรึกษา ผมจะดูด้านข้างและด้านหลังพร้อมกัน

เพื่อวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ชั้นไหนก่อนครับ

แนวทางการทำสกินบูสเตอร์บริเวณก้นตามประเภท





เช็กลิสต์สุดท้ายก่อนทำหัตถการครับ

Q1. รับสกินบูสเตอร์และฟิลเลอร์ในวันเดียวกันได้ไหมครับ?

A. โดยปกติผมจะแบ่งทำครับ

จัดโครงสร้างด้วยฟิลเลอร์ก่อน

รอให้เซ็ตตัวประมาณ 2–3 สัปดาห์

แล้วจึงเริ่มสกินบูสเตอร์ครับ

ถ้าทำในวันเดียวกัน อาการบวมจะทำให้

การประเมินความลึกในการฉีดทำได้ยากขึ้นครับ

Q2. ต้องทำกี่ครั้ง และผลอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?

A. สกินบูสเตอร์โดยทั่วไปทำทุก 3–4 สัปดาห์

ประมาณ 3–4 ครั้ง

หลังจากนั้นบำรุงรักษาทุก 3–6 เดือนครับ

ในกรณีที่ผสมฟิลเลอร์ด้วย

วอลุ่มของฟิลเลอร์จะอยู่ได้ประมาณ 1–1.5 ปีครับ

ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันมาก

ขึ้นอยู่กับรูปแบบการผสมและผลิตภัณฑ์ที่ใช้

ผมจะแจ้งรายละเอียดที่ชัดเจนในการปรึกษาครับ

Q3. เจ็บเวลานั่งหรือมีรอยช้ำไหมครับ?

A. พูดตรงๆ เลยนะครับ วันที่ทำและวันถัดไป

ถ้านั่งนานจะรู้สึกปวดเมื่อยครับ

รอยช้ำขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ประมาณ 2 ใน 10 คน บางครั้งอาจถึง 3 คนครับ

โดยปกติจะจางหายภายใน 5–7 วันครับ

ควรหลีกเลี่ยงการขับรถระยะไกลหรือการนั่งนาน

ประมาณ 3 วันจะสะดวกกว่านะครับ

สามารถปรึกษาผ่านแชทก่อนมาคลินิกได้เลยครับ

บทความแนะนำ

รูปร่างผอมกับการฉีดฟิลเลอร์สะโพก ทำไมวอลลุ่มดูน้อยกว่าและควรออกแบบอย่างไรบอดี้

รูปร่างผอมฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้ววอลลุ่มดูน้อย ต้องออกแบบยังไง?

คนที่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนังบาง เมื่อฉีดฟิลเลอร์สะโพกในปริมาณเท่ากับคนอื่นมักได้วอลลุ่มที่ดูน้อยกว่า และมีโอกาสเห็นขอบของสารได้ง่ายกว่า ทางออกจึงอยู่ที่การเลือกชั้นที่ฉีดและการแบ่งจำนวนครั้งให้ต่างออกไปค่ะ

ภาพปกบทความเรื่องการจัดเวลาฉีดฟิลเลอร์สะโพกสำหรับผู้วางแผนมีบุตรบอดี้

วางแผนมีลูกอยู่ ควรเลื่อนฉีดฟิลเลอร์สะโพกไหม? เช็กก่อนตัดสินใจ

สำหรับคนที่วางแผนมีลูกแล้วลังเลเรื่องฟิลเลอร์สะโพก บทความนี้ชวนดูความเข้าใจผิดที่พบบ่อย และวิธีประเมินจากสถานการณ์ของตัวเองก่อนตัดสินใจค่ะ

ภาพปกอธิบายปัญหาต้นแขนหย่อนคล้อยกับ Onda คลื่นไมโครเวฟบอดี้

ต้นแขนหย่อนคล้อย Onda จัดการไขมันและความกระชับได้ไหม?

รวมข้อควรรู้เรื่องต้นแขนด้านในและด้านหลังที่หย่อนคล้อย ว่า Onda ซึ่งเป็นคลื่นไมโครเวฟเข้ามาช่วยดูแลทั้งไขมันและความกระชับได้อย่างไร และควรพิจารณาจุดไหนก่อนตัดสินใจ

บทความล่าสุด

วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายสกินบูสเตอร์ทั้งโปรแกรมผิวหนัง

สกินบูสเตอร์คุ้มไหม? วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งโปรแกรม

หลายคนเห็นราคาสกินบูสเตอร์ต่อครั้งแล้วคิดว่าพอรับได้ แต่พอนับโปรแกรมทั้งหมดแล้วตัวเลขสูงกว่าที่คาด บทความนี้ Beautystone Clinic จะช่วยให้คุณคำนวณงบรวม อ่านใบเสนอราคาให้ออก และประเมินว่าสกินบูสเตอร์คุ้มกับสภาพผิวของคุณจริง ๆ ไหมค่ะ

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม รู้ความเสี่ยงและสัญญาณที่บอกว่าควรเลือกวิธีอื่นลิฟติ้ง

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม? รู้ความเสี่ยงและสัญญาณควรเลือกวิธีอื่น

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมหน้าผาก ควรรู้ก่อนว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และหน้าผากแบบไหนที่ร้อยไหมช่วยได้จริง บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณเข้าใจสัญญาณเตือนและทางเลือกที่เหมาะกับสภาพหน้าผากของคุณค่ะ

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง อ่านสัญญาณผิวก่อนคอลลาเจนเสื่อมผิวหนัง

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง? อ่านสัญญาณผิว

คอลลาเจนจาก Titanium Lifting ไม่ได้เสื่อมพร้อมกัน แต่ผิวจะส่งสัญญาณก่อนล่วงหน้าเสมอ บทความนี้สอนวิธีอ่านสัญญาณเหล่านั้น เพื่อให้คุณนัดครั้งถัดไปได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

Potenza RF Microneedling ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไปผิวหนัง

Potenza ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

ก่อนนัดครั้งถัดไปของ Potenza มีสัญญาณสามอย่างที่ผิวจะบอกว่าพร้อมแล้วหรือยัง ได้แก่ รอยแดงที่หายสนิท เนื้อผิวที่เริ่มกระชับขึ้น และความชุ่มชื้นที่คืนมา บทความนี้จะพาคุณอ่านสัญญาณเหล่านั้นและวางแผนโปรแกรมร่วมกับแพทย์ได้อย่างมั่นใจค่ะ

หลักการทำงานของ Pico Toning ในการทะลายเม็ดสีในผิวผิวหนัง

Pico Toning ต้องทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? สำคัญกว่าชื่อเครื่อง

หลายคนเลือก Pico Toning โดยถามแค่ว่าใช้เครื่องยี่ห้อไหนและราคาเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วจำนวนครั้งและช่วงห่าง 4 สัปดาห์ระหว่างแต่ละครั้งมีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าที่คิดค่ะ

หลักการทำงานของ Fraxel Fractional Laser ที่สร้าง Micro Thermal Zones ในชั้นผิวผิวหนัง

Fraxel ทำเมื่อไหร่ถึงพอดี? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

Fraxel สร้างรูเล็ก ๆ ของความร้อนในผิวแล้วปล่อยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ผลที่เห็นจึงไม่ใช่ทันทีหลังทำ แต่ค่อย ๆ ปรากฏตามจังหวะที่คอลลาเจนใหม่สร้างขึ้น การอ่านสัญญาณนี้ให้ถูกต้องคือกุญแจที่ทำให้ทุกครั้งคุ้มค่าค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors