สกินบูสเตอร์บริเวณก้น ทำเดี่ยวได้แค่ครึ่งเดียว
ทำไมการผสมสกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์บริเวณก้น ถึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
สกินบูสเตอร์บริเวณก้น ทำเดี่ยวได้แค่ครึ่งเดียวครับ
ขอสรุปผลลัพธ์ให้ฟังก่อนเลยนะครับ
การฉีดสกินบูสเตอร์บริเวณก้นเพียงอย่างเดียวสักกี่ครั้ง
ก็ไม่ได้ทำให้ได้เส้นสายที่เรียบเนียนอย่างที่ต้องการครับ
บทความนี้ผมจะอธิบายเหตุผลให้ฟังครับ

สกินบูสเตอร์และฟิลเลอร์บริเวณก้น มีบทบาทที่แตกต่างกันครับ
สกินบูสเตอร์บริเวณก้น
คือการฉีดสารอย่างกรดไฮยาลูโรนิก
หรือ PN (โพลีนิวคลีโอไทด์)
เข้าสู่ชั้นหนังแท้อย่างตื้นๆ ครับ
จุดประสงค์หลักคือปรับปรุงความยืดหยุ่น โทนสี
และลักษณะของเซลลูไลท์บริเวณผิวหนังครับ
ต่างจากฟิลเลอร์ตรงที่สกินบูสเตอร์
ไม่สามารถสร้างวอลุ่มได้ครับ
ถ้าฟิลเลอร์คือการเติมเต็มบริเวณที่ยุบ
เพื่อจัดแนวเส้นสายของรูปทรง
สกินบูสเตอร์ก็เปรียบเหมือนการปรับสภาพผิว
ที่คลุมอยู่ด้านบนให้เรียบเนียนขึ้นครับ
หลายคนเข้าใจผิดในจุดนี้
ทั้งสองไม่ใช่หัตถการที่แข่งขันกัน
แต่เป็นหัตถการที่ทำงานคนละชั้นกันครับ
ทำไมสกินบูสเตอร์อย่างเดียวถึงไม่ได้เส้นสายที่ต้องการครับ
"ผมจะอธิบายให้ฟังว่าเมื่อผสมสกินบูสเตอร์กับฟิลเลอร์บริเวณก้นแล้วเกิดผลเสริมกันอย่างไร"
— คุณหมอวียองจิน หัวหน้าแพทย์ (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
เดือนที่แล้วมีคนไข้อายุ 47 ปีมาพบผมครับ
เธอได้รับสกินบูสเตอร์บริเวณก้น
จากคลินิกอื่นถึง 6 ครั้ง แต่ยังไม่พอใจผลลัพธ์
พอนั่งลงก็ถามทันทีว่า "คุณหมอคะ สภาพผิวดูขึ้นแล้ว
แต่ทำไมเส้นสายยังเหมือนเดิมอยู่เลยคะ?"
พูดตรงๆ เลยนะครับ
กรณีของเธอไม่ควรทำสกินบูสเตอร์เดี่ยวๆ
ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วครับ
บริเวณด้านบนของก้น หรือที่เรียกว่า 'Banana Fold'
คือรอยพับด้านบนของส่วนที่โค้งงอ
สูญเสียวอลุ่มไปแล้วครับ
ถ้าไม่แก้ไขโครงสร้างนี้แล้วแต่งเฉพาะสภาพผิว
ผลก็คือผิวที่เรียบเนียนคลุมอยู่บนส่วนที่ยุบ
ซึ่งแทบไม่เห็นความแตกต่างเลยครับ

โดยปกติผมจะทำแบบนี้ครับ
สำหรับคนที่มีการยุบตัวเชิงโครงสร้าง เช่น Hip Dip หรือ Banana Fold
ผมจะฉีดฟิลเลอร์เพื่อเพิ่มวอลุ่มลึกๆ ประมาณ 2–4 ซีซี ก่อน
จากนั้นจึงฉีดสกินบูสเตอร์เข้าชั้นหนังแท้
ที่ความลึก 2–3 มม. แบ่งทำ 3–4 ครั้งครับ
ลำดับขั้นตอนนี้สำคัญมากนะครับ
ต้องจัดการวอลุ่มก่อน ผิวด้านบนถึงจะตึงขึ้น
และสกินบูสเตอร์จึงจะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครับ
ทำกลับกันไม่ได้ครับ
ถ้าปรับสภาพผิวก่อนแต่โครงสร้างข้างล่างยังยุบอยู่
ก็จะยังมีเงาอยู่ดีครับ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไปนะครับ
เพราะเป็นการทำหัตถการแบบผสม
ค่าใช้จ่ายจึงสูงกว่าการทำเดี่ยว
และต้องใช้ช่วงพักฟื้นเพิ่มขึ้นอีกสักสองสามวันครับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่เส้นสายยุบตัวลงไปจริงๆ
นี่ยังคงเป็นวิธีที่ให้ผลชัดเจนที่สุดครับ
คนไข้อายุ 47 ปีคนนั้น
หลังจากฉีดฟิลเลอร์ 1 ครั้ง + สกินบูสเตอร์ 3 ครั้ง
บอกว่า "ตอนนี้ได้แบบที่อยากได้จริงๆ แล้วค่ะ"
สรุปประเด็นสำคัญจากคุณหมอวียองจิน
สกินบูสเตอร์บริเวณก้น
คือหัตถการที่ปรับสภาพผิว
ไม่ใช่หัตถการที่สร้างเส้นสายครับ
ถ้ามีบริเวณที่ยุบตัว ให้จัดการโครงสร้างด้วยฟิลเลอร์ก่อน
แล้วจึงเสริมด้วยสกินบูสเตอร์ในลำดับถัดไป
ถึงจะคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปครับ
สกินบูสเตอร์บริเวณก้น เหมาะกับใครบ้างครับ
ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีนะครับ
แต่ในห้องตรวจผมมักแบ่งแบบนี้ครับ
จุดที่ยากคือ การมองก้นตัวเองในกระจก
แล้วประเมินอย่างเป็นกลางนั้นทำได้ยากมากครับ
ในการปรึกษา ผมจะดูด้านข้างและด้านหลังพร้อมกัน
เพื่อวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ชั้นไหนก่อนครับ

เช็กลิสต์สุดท้ายก่อนทำหัตถการครับ
Q1. รับสกินบูสเตอร์และฟิลเลอร์ในวันเดียวกันได้ไหมครับ?
A. โดยปกติผมจะแบ่งทำครับ
จัดโครงสร้างด้วยฟิลเลอร์ก่อน
รอให้เซ็ตตัวประมาณ 2–3 สัปดาห์
แล้วจึงเริ่มสกินบูสเตอร์ครับ
ถ้าทำในวันเดียวกัน อาการบวมจะทำให้
การประเมินความลึกในการฉีดทำได้ยากขึ้นครับ
Q2. ต้องทำกี่ครั้ง และผลอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. สกินบูสเตอร์โดยทั่วไปทำทุก 3–4 สัปดาห์
ประมาณ 3–4 ครั้ง
หลังจากนั้นบำรุงรักษาทุก 3–6 เดือนครับ
ในกรณีที่ผสมฟิลเลอร์ด้วย
วอลุ่มของฟิลเลอร์จะอยู่ได้ประมาณ 1–1.5 ปีครับ
ส่วนค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกันมาก
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการผสมและผลิตภัณฑ์ที่ใช้
ผมจะแจ้งรายละเอียดที่ชัดเจนในการปรึกษาครับ
Q3. เจ็บเวลานั่งหรือมีรอยช้ำไหมครับ?
A. พูดตรงๆ เลยนะครับ วันที่ทำและวันถัดไป
ถ้านั่งนานจะรู้สึกปวดเมื่อยครับ
รอยช้ำขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ประมาณ 2 ใน 10 คน บางครั้งอาจถึง 3 คนครับ
โดยปกติจะจางหายภายใน 5–7 วันครับ
ควรหลีกเลี่ยงการขับรถระยะไกลหรือการนั่งนาน
ประมาณ 3 วันจะสะดวกกว่านะครับ
สามารถปรึกษาผ่านแชทก่อนมาคลินิกได้เลยครับ









