6 ใน 10 คนที่มาฉีดฟิลเลอร์สะโพก มักเลือกทำสคัลพทราไปพร้อมกันด้วย
ฟิลเลอร์สะโพกและสคัลพทรา — เส้นแบ่งระหว่างวอลุ่มที่ชัดเจนและความเป็นธรรมชาติคืออะไร


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
6 ใน 10 คนที่มาฉีดฟิลเลอร์สะโพก มักเลือกทำสคัลพทราไปพร้อมกันด้วย
ช่วงอากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น
ห้องตรวจของผมก็เริ่มคึกคักด้วยคนไข้ที่สวมเลกกิ้งและชุดโยคะมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ
"สะโพกดูแฟบลงมาก รู้สึกกังวลมากเลย
แบบนี้ควรฉีดฟิลเลอร์ดีกว่า หรือทำสคัลพทราดีกว่าคะ?"
มีคนถามแบบนี้เยอะมากครับ
วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังทีละขั้นตอนเลยนะครับ

ฟิลเลอร์สะโพกกับสคัลพทรา — จุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคืออะไร
ฟิลเลอร์สะโพกส่วนใหญ่ใช้กรดไฮยาลูโรนิกความหนืดสูง
ฉีดเข้าไปโดยตรงในชั้นพังผืดหรือชั้นไขมัน
เพื่อเติมวอลุ่มให้เห็นผลทันทีครับ
ส่วนสคัลพทราจะใช้สาร PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
ซึ่งเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ฉีดเข้าไปแล้ว
กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาทีละน้อยในช่วงหลายเดือนครับ
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ สคัลพทราไม่ได้ให้วอลุ่มในทันทีเหมือนฟิลเลอร์
แต่จะค่อยๆ ปรากฏผลภายใน 6–12 สัปดาห์
นี่คือข้อแตกต่างหลักที่ทำให้สองตัวนี้แตกต่างกันอย่างมากครับ
ทำไมฉีดฟิลเลอร์สะโพกอย่างเดียวแล้วถึงยกกระชับไม่ได้
"ฟิลเลอร์สะโพก vs สคัลพทรา — เหตุผลที่เลือกจับคู่ฟิลเลอร์เพื่อโครงสร้าง และสคัลพทราเพื่อความเป็นธรรมชาติ"
— คุณหมอวียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
เดือนที่แล้ว มีคุณผู้หญิงอายุต้น 40 มาหาผม
เธอเคยฉีดฟิลเลอร์สะโพกที่คลินิกอื่นไปประมาณ 60cc
แล้วบอกว่า "ตอนแรกก็โอเคนะคะ
แต่พอผ่านไปครึ่งปี รู้สึกเหมือนมันหย่อนลงมาข้างล่าง"
เลยตัดสินใจมาหาผมครับ
เรื่องนี้มันค่อนข้างซับซ้อนนะครับ
เพราะบริเวณสะโพกนั้น แค่เติมวอลุ่มอย่างเดียว
ไม่ได้การันตีว่าจะได้รูปทรงที่สวยงามเสมอไป
บริเวณสะโพกส่วนบน (Upper Gluteal) ต้องมีโครงรองรับเหมือนเสา
ส่วน Hip Dip (บริเวณเว้าข้างสะโพก) ต้องเติมให้นุ่มนวลเป็นพื้นที่กว้าง ถึงจะดูเป็นธรรมชาติครับ
พูดตรงๆ เลยนะครับ
ถ้าใช้ฟิลเลอร์อย่างเดียว โครงสร้างอาจได้
แต่พื้นผิวของผิวหนังรอบข้างจะไม่ตามมาด้วย
สัมผัสแล้วจะรู้สึกได้ว่า "มีอะไรอยู่ตรงนี้นะ"
นั่นแหละครับคือปัญหา
ดังนั้นวิธีที่ผมมักจะทำคือ
ใช้ฟิลเลอร์ 40–80cc วางเป็น "เสาโครง" ที่ขอบสะโพกส่วนบนและจุดที่เว้าลึกที่สุดของ Hip Dip
แล้วค่อยปูสคัลพทรา 2–4 ไวอัลรอบๆ เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนในพื้นที่กว้างครับ

แต่มีจุดสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ต้องรู้นะครับ
สคัลพทราไม่ได้ทำครั้งเดียวแล้วจบ
โดยทั่วไปต้องทำ 2–3 ครั้ง ห่างกัน 4–6 สัปดาห์
ถึงจะได้คอลลาเจนที่สมบูรณ์แบบครับ
เพราะอนุภาค PLLA จะกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ใต้ชั้นหนังแท้
ให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมา ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาตามธรรมชาติครับ
ในทางกลับกัน ฟิลเลอร์เห็นผลได้ทันทีวันที่ฉีด
และอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน
ส่วนคอลลาเจนที่สคัลพทรากระตุ้นขึ้นมา
อยู่ได้เฉลี่ย 2 ปี หรืออาจนานกว่านั้นด้วยซ้ำครับ

สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน
สะโพกเป็นบริเวณที่ต้องการทั้ง "โครงสร้าง" และ "พื้นที่" แยกกันครับ
ใช้ฟิลเลอร์ยกจุดที่เว้า
และใช้สคัลพทราเสริมความยืดหยุ่นของผิวโดยรอบ
ผลลัพธ์ที่ได้จึงจะเป็นธรรมชาติแม้สัมผัสด้วยมือ
การเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง
มักจะให้ผลลัพธ์ที่ด้อยกว่าที่ควรจะเป็นครับ
ฟิลเลอร์สะโพกและสคัลพทรา — แบบไหนเหมาะกับใคร
แม้จะแตกต่างกันตามแต่ละเคสครับ
แต่โดยทั่วไปผมแบ่งแบบนี้
คนที่มี Hip Dip เว้าลึก
หรือมีแค่บางจุดที่แฟบลง
ฉีดฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวก็มักได้ผลที่น่าพึงพอใจครับ
แต่ถ้าสะโพกแฟบทั่วๆ
หรือรู้สึกว่าความยืดหยุ่นโดยรวมลดลง
สคัลพทราจะเหมาะกว่าครับ
อย่างไรก็ตาม สคัลพทราก็ไม่ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคนนะครับ
หลังทำต้องนวดวันละ 5 นาที ติดต่อกัน 2–3 วัน
และต้องรอผลหลายเดือน
จึงไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการผลเร็วครับ
แต่ถ้าต้องการ "รูปทรงที่เป็นธรรมชาติ"
สคัลพทรายังคงเป็นตัวเลือกที่ดีอยู่เสมอครับ

3 คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดในห้องตรวจเรื่องฟิลเลอร์สะโพกและสคัลพทรา
Q1. ทำไมออกกำลังกายแล้วยังเติมบริเวณนี้ไม่ได้คะ?
A. Hip Dip ส่วนใหญ่มาจากโครงสร้างกระดูกเชิงกรานครับ
แม้จะพัฒนากล้ามเนื้อ Gluteus Medius มากแค่ไหน
บริเวณที่กระดูกเว้าเข้าไปตามธรรมชาตินั้น
กล้ามเนื้อก็ไม่สามารถปิดทับได้ครับ
นั่นคือเหตุผลที่คนไข้บางรายต้องการแก้ไขด้วยการทำหัตถการครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่อยู่ได้ต่างกันอย่างไรคะ?
A. เปรียบเทียบอย่างง่าย ฟิลเลอร์มีต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่า
แต่สคัลพทรามีค่าใช้จ่ายต่อครั้งและอยู่ได้นานกว่าครับ
ถ้าคำนวณในระยะ 2 ปี
ค่าใช้จ่ายรวมอาจใกล้เคียงกัน
หรือบางกรณีสคัลพทราอาจคุ้มค่ากว่าด้วยซ้ำครับ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ต้องการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อประเมินที่แม่นยำครับ
Q3. ผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังมีอะไรบ้างคะ?
A. ฟิลเลอร์อาจมีรอยช้ำและอาการบวมบริเวณที่ฉีด
ประมาณ 3–7 วันครับ
สคัลพทราอาจรู้สึกมีก้อนเล็กๆ เวลาสัมผัสในช่วงแรก
ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการนวดไม่สม่ำเสมอเพียงพอครับ
ทั้งสองหัตถการควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและซาวน่าเป็นเวลา 2 สัปดาห์หลังทำครับ
และเนื่องจากบริเวณนี้มีเส้นเลือดหนาแน่น จึงควรรับการรักษาจากแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคศาสตร์เท่านั้นครับ
แนะนำให้ปรึกษาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำทุกครั้งครับ









