เลเซอร์กำจัดขน GentleMax ผิวไหม้เกิดจากเครื่องหรือการตั้งค่า?
เครื่องรุ่นเดียวกันแต่ผลต่างกันได้มาก เพราะ GentleMax Pro Plus มีสองความยาวคลื่นที่เหมาะกับสีผิวคนละแบบ บทความนี้สรุปวิธีเลือกคลื่น การตั้งค่าพลังงาน และการดูแลผิวหลังทำ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหม อ่านรีวิวเลเซอร์กำจัดขนแล้วเจอสองเรื่องที่สวนทางกันในหน้าเดียว บางคนบอกทำแล้วผิวไหม้เป็นรอย บางคนบอกทำมาหลายครั้งแต่ขนแทบไม่ลดลงเลย ที่ชวนงงกว่านั้นคือทั้งสองเคสมักใช้เครื่องรุ่นเดียวกัน
จริง ๆ แล้วคำตอบไม่ได้อยู่ที่ชื่อเครื่อง แต่อยู่ที่ว่าเลือกความยาวคลื่นไหน และตั้งค่าพลังงานเท่าไหร่ให้เหมาะกับสีผิวและลักษณะขนของแต่ละคน การโกนหรือแว็กซ์จัดการได้แค่ขนที่โผล่พ้นผิว ส่วนเลเซอร์ทำงานลึกถึงรากขน จึงต้องคำนวณให้พอดีตั้งแต่ครั้งแรก
บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูว่า GentleMax Pro Plus ทำงานด้วยสองความยาวคลื่นอย่างไร สีผิวแบบไหนควรใช้คลื่นไหน ผลข้างเคียงที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวยังไงก่อนเข้ารับบริการ ไปดูกันเลยค่ะ
ผิวไหม้จากเลเซอร์กำจัดขน มาจากเครื่องหรือการตั้งค่า
ส่วนใหญ่มาจากการตั้งค่าที่ไม่เข้ากับสีผิว มากกว่าจะมาจากตัวเครื่องเอง เพราะเครื่องเดียวกันสามารถตั้งค่าได้หลายแบบ และแต่ละแบบให้ผลกับผิวคนละอย่าง
GentleMax Pro Plus มีความยาวคลื่นสองแบบอยู่ในเครื่องเดียว คือ 755nm ของอเล็กซานไดรต์ (Alexandrite) และ 1064nm ของ Nd:YAG ทั้งสองคลื่นลงลึกไม่เท่ากัน และถูกเมลานินดูดซับในอัตราที่ต่างกันอย่างชัดเจน
ปัญหาที่พบบ่อยคือการใช้ค่าตั้งต้นชุดเดียวกับทุกคนเพื่อให้ทำได้เร็ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผลข้างเคียงส่วนใหญ่ แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือประเมินสีผิวก่อน แล้วเลือกคลื่นและระดับพลังงานให้เหมาะเป็นรายบุคคล

755nm กับ 1064nm ต่างกันตรงไหน
คลื่น 755nm ถูกเมลานินที่ผิวชั้นตื้นดูดซับได้แรงกว่า จึงมักให้ผลดีกับผิวโทนสว่างที่มีขนเข้มและหนา แต่ถ้านำไปใช้กับผิวคล้ำหรือผิวที่เพิ่งตากแดดมา ผิวเองจะดูดพลังงานเอาไว้ ทำให้มีโอกาสเกิดผิวไหม้และรอยดำตามมา
ส่วนคลื่น 1064nm ลงได้ลึกกว่า และผิวดูดซับพลังงานน้อยกว่า จึงมักถูกเลือกใช้กับผิวโทนเข้มเพราะปลอดภัยกว่า ข้อแลกเปลี่ยนคือพลังงานกระจายตัวมากกว่า ประสิทธิภาพต่อครั้งจึงอาจน้อยกว่าเมื่อใช้กับผิวโทนสว่าง
| หัวข้อ | 755nm (Alexandrite) | 1064nm (Nd:YAG) |
|---|---|---|
| สีผิวที่มักเหมาะ | ผิวโทนสว่าง | ผิวโทนกลางถึงเข้ม |
| การดูดซับของเมลานิน | สูง | ต่ำกว่า |
| ความลึกที่ลงถึง | ตื้นกว่า | ลึกกว่า |
| ผลต่อครั้ง | ค่อนข้างสูง | ค่อยเป็นค่อยไป |
| ความเสี่ยงกับผิวคล้ำ | มีโอกาสเกิดรอยดำและผิวไหม้ | ต่ำกว่า |

สีผิวแบบไหน ควรใช้คลื่นไหน
ก่อนเริ่ม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมักประเมินสีผิวตามเกณฑ์ Fitzpatrick Skin Type ซึ่งแบ่งโทนผิวออกเป็นระดับ I ถึง VI แล้วจึงเลือกคลื่นให้สอดคล้องกับผลการประเมินนั้น
ผิวโทนสว่าง (Type I ถึง III) มักใช้ 755nm เป็นหลัก ส่วนผิวโทนกลางถึงเข้ม (Type IV ถึง VI) ซึ่งพบได้ทั่วไปในบ้านเรา มักเพิ่มสัดส่วนของ 1064nm หรือใช้สลับสองคลื่นตามลักษณะขนของแต่ละจุด
ความเชื่อที่ว่าผิวคล้ำทำเลเซอร์กำจัดขนไม่ได้จึงถูกครึ่งเดียว ถ้าดันใช้ 755nm อย่างเดียวก็เสี่ยงจริง แต่ถ้าเลือก 1064nm ด้วยระดับพลังงานที่เหมาะสม ก็ยังดูแลได้อย่างสบายใจ
บางคนที่ทำมาหลายครั้งแล้วรู้สึกว่าขนไม่ค่อยลดลง มักเป็นเพราะคลื่นที่เลือกไม่ตรงกับสีผิวมาตั้งแต่แรก ทั้งนี้ 1064nm ให้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไป จำนวนครั้งที่ต้องทำอาจมากกว่า แต่การทำต่อเนื่องโดยเจอผลข้างเคียงน้อยมักเป็นทางที่ไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าในภาพรวม

ทำไมต้องปรับพลังงานแยกตามจุด
นอกจากความยาวคลื่นแล้ว อีกตัวแปรที่สำคัญไม่แพ้กันคือค่าพลังงานต่อพื้นที่ หรือ Fluence โดยแนวทางที่ระมัดระวังคือเริ่มจากค่าต่ำก่อน สังเกตปฏิกิริยาของผิว แล้วค่อยปรับขึ้นตามการตอบสนอง
อีกเรื่องที่หลายคนไม่ทันคิดคือผิวแต่ละจุดของร่างกายไม่เหมือนกัน ต้นขาด้านในกับน่องด้านนอกมีความหนาของผิวต่างกัน และความหนาแน่นของขนก็ต่างกัน การใช้ค่าเดียวกันรวดเดียวทั้งตัวจึงไม่ค่อยตอบโจทย์
ขั้นตอนแยกค่าตามจุดแบบนี้ใช้เวลามากกว่า แต่เป็นส่วนที่ช่วยให้ได้ผลดีขึ้นพร้อมกับลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ระหว่างทำส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนโดนหนังยางดีดเบา ๆ สลับกับความเย็นจากระบบทำความเย็นที่หัวเครื่อง

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและวิธีดูแล
หลังทำอาจมีผิวแดงและตุ่มนูนเล็กน้อยรอบรูขุมขน ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน อาการแบบนี้ถือเป็นการตอบสนองปกติของผิวต่อความร้อนที่รากขน
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตุ่มน้ำพอง ผิวถลอก หรือปวดแสบมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรดูแลรักษาด้วยตัวเองหรือรอดูอาการนาน ๆ
ส่วนรอยดำหลังการอักเสบที่บางคนเจอ โดยทั่วไปมักจางลงได้เองในราว 4 ถึง 8 สัปดาห์ และการกันแดดอย่างเคร่งครัดช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ถ้ารอยยังอยู่นานกว่านั้น ควรปรึกษาก่อนทำครั้งถัดไป เพราะการใช้ค่าเดิมซ้ำอาจทำให้รอยเข้มขึ้นได้ นี่คือสัญญาณว่าต้องปรับคลื่นและพลังงานกันใหม่
- ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ และเลี่ยงแดดจัดในช่วงที่ผิวยังไวต่อแสง
- งดซาวน่า สระว่ายน้ำ และการออกกำลังกายหนักในช่วงวันแรก ๆ
- งดการขัดผิวและผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองบริเวณที่เพิ่งทำ
- บำรุงความชุ่มชื้นของผิวให้เพียงพอ

เตรียมตัวก่อนทำ และใครที่ควรรอไปก่อน
สิ่งที่ควรทำก่อนมาคือโกนขนในวันที่ทำหรือคืนก่อนหน้า เพราะถ้าขนยาว พลังงานจะถูกดูดซับที่ผิวของเส้นขนก่อนจะลงถึงรากขน ผลจึงลดลง แถมยังทำให้เกิดความร้อนที่ผิวโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าเพิ่งโกนแล้วผิวยังระคายเคือง ควรทำให้ผิวสงบก่อนเริ่ม
อีกข้อคือเลี่ยงการตากแดดจัดและการทำผิวแทนในช่วงก่อนทำ เพราะเม็ดสีที่เพิ่มขึ้นทำให้ผิวดูดพลังงานมากกว่าปกติ
ส่วนกลุ่มที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ และมักได้รับคำแนะนำให้รอไปก่อน มีดังนี้
- กำลังตั้งครรภ์ โดยทั่วไปยังไม่แนะนำให้ทำในช่วงนี้ เพราะผิวช่วงตั้งครรภ์ตอบสนองต่อเม็ดสีไวขึ้นจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป
- กำลังให้นมบุตร ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ควรเข้ามาปรึกษาก่อนตัดสินใจ
- มีการอักเสบ ติดเชื้อ หรือแผลเปิดบริเวณที่จะทำ
- กำลังใช้ยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง
- เพิ่งตากแดดจัดหรือเพิ่งทำผิวแทนมา
สรุป
ผลข้างเคียงจากเลเซอร์กำจัดขนส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวเครื่อง แต่มาจากการเลือกความยาวคลื่นและตั้งค่าพลังงานโดยไม่ได้ดูสีผิวเป็นหลัก ผิวโทนสว่างมักเหมาะกับ 755nm ส่วนผิวโทนกลางถึงเข้มมักใช้ 1064nm หรือสลับสองคลื่น พร้อมกับปรับค่าแยกตามจุดของร่างกาย
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสีผิวและลักษณะขนก่อนตัดสินใจ
ถ้าอยากรู้ว่าผิวของคุณควรเริ่มจากคลื่นไหน และควรวางแผนกี่ครั้ง ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล เปิดให้ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ
หากคุณกำลังลังเลเพราะเคยอ่านรีวิวผิวไหม้หรือเคยทำแล้วไม่เห็นผล ทักมาคุยกันก่อนได้เลยค่ะ











