ผลข้างเคียงฟิลเลอร์ทำให้หย่อนคล้อย — เกิดอะไรขึ้นเมื่อฉีดผิดตำแหน่งบริเวณโหนกแก้ม
ทำความเข้าใจสาเหตุที่ฟิลเลอร์ทำให้หย่อนคล้อย และสรุปครบถึงภาวะหลอดเลือดอุดตัน


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ผลข้างเคียงฟิลเลอร์ทำให้หย่อนคล้อย — เกิดอะไรขึ้นเมื่อฉีดผิดตำแหน่งบริเวณด้านนอกโหนกแก้ม
อ่านก่อนเลยครับ
Q. ฉีดฟิลเลอร์มากขึ้น หน้าจะยิ่งตึงกระชับขึ้นไหมครับ?
A. จริงๆ แล้วตรงกันข้ามเลยครับ
หากฉีดในปริมาณมากเกินไป
บริเวณด้านนอกโหนกแก้มหรือกลางแก้ม
ฟิลเลอร์นั้นเองจะกลายเป็นน้ำหนัก
และดึงผิวหน้าให้หย่อนลงตามแรงโน้มถ่วงครับ
Q. ทำไมผลข้างเคียงอย่าง "การหย่อนคล้อย" ถึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักครับ?
A. เพราะมันไม่ได้หายไปภายในไม่กี่วันเหมือนรอยช้ำหรืออาการบวมครับ
แต่จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็นทีละน้อยในช่วงหลายเดือน
หลายคนพึงพอใจทันทีหลังทำ
แต่มาสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงตอนส่องกระจกหลังจาก 3–6 เดือนต่อมาครับ
ผลข้างเคียงของฟิลเลอร์ — มาสรุปให้ครบทุกประเภทอย่างตรงไปตรงมาครับ
ผลข้างเคียงของฟิลเลอร์
คือคำที่ใช้เรียกรวมปฏิกิริยาที่ไม่ได้ตั้งใจหลังการทำหัตถการครับ
ต่างจากรอยช้ำและอาการบวมที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก
การหย่อนคล้อย ตุ่มนูน และภาวะหลอดเลือดอุดตัน
มักไม่แสดงออกทันทีหลังทำ
แต่จะปรากฏให้เห็นเมื่อเวลาผ่านไปครับ
หากแบ่งประเภทใหญ่ๆ จะได้ดังนี้ครับ
ปฏิกิริยาทันที (รอยช้ำ อาการบวม ความเจ็บปวด)
ปฏิกิริยาระยะกลาง (ตุ่มนูน การเปลี่ยนรูปร่าง การเคลื่อนตัว)
ปฏิกิริยาระยะกลางถึงระยะยาว (การหย่อนคล้อย การยุบตัว)
และสถานการณ์ฉุกเฉิน (ภาวะหลอดเลือดอุดตัน)
รวมทั้งหมด 4 กลุ่มครับ
การหย่อนคล้อยจากฟิลเลอร์ — ปัญหาไม่ใช่แค่น้ำหนัก แต่คือ "ความลึก" ที่ฉีดเข้าไปครับ
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
ทำไมฉีดฟิลเลอร์ผิดถึงทำให้หย่อนคล้อยกว่าเดิม — เพราะการฉีดปริมาณมากบริเวณด้านนอกโหนกแก้มหรือกลางแก้มทำให้เกิดน้ำหนักที่ดึงหน้าลง ส่วนจุด MD Code อยู่ใน "ชั้นลึกใกล้กระดูก" จึงส่งแรงยกโดยไม่มีภาระน้ำหนักครับ
ถ้าคุณค้นหา "ผลข้างเคียงฟิลเลอร์ทำให้หย่อนคล้อย"
แล้วเข้ามาอ่านบทความนี้
น่าจะอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใน 2 กลุ่มนี้ครับ
กลุ่มแรกคือยังไม่ได้ทำและกังวลล่วงหน้า
อีกกลุ่มคือทำไปแล้ว
แต่ทุกครั้งที่ส่องกระจกเห็นว่าหย่อนลง
จึงกำลังหาสาเหตุอยู่ครับ
จริงๆ แล้ว ทั้งสองกลุ่มต้องการคำตอบเดียวกันครับ
"ทำไมฉีดฟิลเลอร์แล้วกลับยิ่งหย่อนคล้อยกว่าเดิม"
ขอบอกตรงๆ เลยครับว่า
ตำแหน่งและความลึกที่ฉีดฟิลเลอร์
คือ 80% ของผลลัพธ์ที่จะได้รับ
แม้จะเป็น 1cc เท่ากัน
ถ้าฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังด้านนอกโหนกแก้ม ก็จะกลายเป็นน้ำหนักดึงหน้าลง
แต่ถ้าฉีดเข้าชั้นลึกใกล้กระดูก (จุด MD Code)
จะทำหน้าที่เป็นแรงยกขึ้นแทนครับ
จากมุมมองทางกายวิภาค
ใบหน้ามีโครงสร้างที่ผิวหนังและไขมันห้อยอยู่กับเส้นเอ็นยึด (retaining ligaments)
เหนือชั้น SMAS ครับ
เมื่อฟิลเลอร์เข้าสู่ชั้นลึกใกล้จุดยึดของเส้นเอ็นเหล่านี้
จะเป็นการเสริมความแข็งแรงให้โครงยึด ทำให้ดึงขึ้นด้านบนครับ
ในทางกลับกัน หากฟิลเลอร์สะสมอยู่
ในชั้นไขมันใต้ผิวหนังด้านนอกที่ห่างจากเส้นเอ็น
น้ำหนักของเนื้อเยื่อที่ห้อยอยู่จะเพิ่มขึ้น
และหย่อนลงตามแรงโน้มถ่วงครับ
เคสแบบนี้พบบ่อยมากจนต้องบันทึกไว้เป็นพิเศษเลยครับ
เดือนที่แล้วมีผู้หญิงอายุ 34 ปีมาที่คลินิก
เธอฉีดฟิลเลอร์โหนกแก้มทั้งสองข้างข้างละ 2cc
จากที่อื่นเมื่อ 6 เดือนก่อนครับ
ตอนแรกพึงพอใจมาก
แต่พอเดือนที่ 3 เริ่มรู้สึกว่าแก้มหนักขึ้น
และเดือนที่ 4–5 ร่องแก้มกลับลึกขึ้นกว่าเดิมครับ
เมื่อตรวจด้วยอัลตราซาวด์พบว่า
ฟิลเลอร์กระจายตัวกว้างอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง
บริเวณด้านนอกกระดูกโหนกแก้มครับ
กลายเป็นน้ำหนักที่ห้อยอยู่แทนที่จะเป็นจุดรองรับ
ผมละลายฟิลเลอร์บางส่วนด้วย Hyaluronidase
แล้วฉีดใหม่เพียง 0.4cc ในชั้นใกล้เยื่อหุ้มกระดูก (periosteum)
บริเวณเหนือ zygomatic arch (กระดูกโหนกแก้ม)
ภายใน 2 สัปดาห์กรอบหน้ากลับมาชัดเจนครับ
คนไข้บอกเองว่า "ไม่คิดว่าจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้"
เป็นการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่คาดไว้มากครับ
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าการหย่อนคล้อย
คือภาวะหลอดเลือดอุดตันครับ
คือภาวะที่ฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดแดงโดยตรง
หรือกดทับหลอดเลือดอย่างรุนแรงจนเลือดไหลไม่ผ่านครับ
แม้จะพบได้น้อย (ตามรายงานอยู่ที่ระดับ 0.05–0.1%)
แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องแข่งกับเวลาครับ
สัญญาณเตือนเบื้องต้นคือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังทำ
ผิวข้างใดข้างหนึ่งซีดขาวผิดปกติ
หรือบริเวณที่ห่างจากจุดฉีดมีลายเส้นร่างแหปรากฏ (reticular pattern)
และในบางกรณีความเจ็บปวดจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ
นับจากตอนนั้น ภายใน 6 ชั่วโมง
การฉีด Hyaluronidase ในปริมาณมากเพื่อละลายฟิลเลอร์
คือกุญแจสำคัญในการป้องกันเนื้อเยื่อตายครับ
การหย่อนคล้อยจากฟิลเลอร์ไม่ใช่ปัญหาเรื่องปริมาณ แต่เป็นเรื่อง "ชั้นที่ฉีด" ครับ
ถ้าฟิลเลอร์สะสมในตำแหน่งที่หย่อนคล้อยง่าย อย่างด้านนอกโหนกแก้มหรือกลางแก้ม น้ำหนักของมันเองจะดึงลงครับ
แต่ถ้าฉีด cc เดียวกันเข้าชั้นลึกใกล้กระดูก (จุด MD Code) อย่างแม่นยำ จะกลายเป็นแรงยกขึ้นแทนครับ
ดังนั้น 80% ของการป้องกันผลข้างเคียงจบที่ขั้นตอน "จะฉีดเข้าชั้นไหน" ครับ
การรับมือฉุกเฉินภาวะหลอดเลือดอุดตัน และไทม์ไลน์การฟื้นตัวจากการหย่อนคล้อย
ลองหาเคสของตัวเองในตารางดูครับ
ไทม์ไลน์การฟื้นตัวจะชัดเจนขึ้นมากเมื่อดูเป็นรายเคสครับ
สัปดาห์ที่แล้วมีผู้หญิงอายุ 42 ปีมาที่คลินิก
ระหว่างทำหัตถการ บริเวณข้างรูจมูกข้างหนึ่ง
เกิดสีซีดขาวขึ้นมาทันทีครับ
ตรวจพบลายร่างแหทันที นั่นคือสัญญาณเตือนภาวะอุดตันระยะแรกที่ชัดเจนเลยครับ
หยุดทำทันทีและฉีด Hyaluronidase 750IU แบบแบ่งส่วนครับ
ทำร่วมกับการประคบร้อน นวด และแอสไพริน
ภายใน 2 ชั่วโมงสีผิวกลับมาเป็นปกติครับ
ติดตามอาการ 72 ชั่วโมง
เพื่อตรวจสอบว่าไม่มีสัญญาณอุดตันซ้ำครับ
คนไข้บอกว่า "ไม่คิดว่าจะแก้ได้เร็วขนาดนี้"
ที่ทำได้เร็วขนาดนี้ก็เพราะ
สังเกตเห็นตอนกำลังทำอยู่เลยครับ
ถ้ากลับบ้านไปและค้นพบหลังผ่านไป 6 ชั่วโมง
อาจเริ่มเกิดเนื้อเยื่อตายไปแล้วก็ได้ครับ
ดังนั้นหลังทำหัตถการ 24 ชั่วโมงแรก
ขอให้ส่องกระจกบ่อยๆ ครับ
สีผิวสม่ำเสมอไหม ข้างใดข้างหนึ่งเจ็บมากขึ้นผิดปกติไหม
มีลายเส้นแปลกๆ เกิดขึ้นใหม่ไหม
แค่ตรวจสอบ 3 ข้อนี้
ก็สามารถตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะแรกในกรณีส่วนใหญ่ครับ
ผลข้างเคียงของฟิลเลอร์ — Q&A จากห้องตรวจ 3 ข้อ
Q1. ฉีดฟิลเลอร์แล้วหย่อนคล้อยแน่นอนเลยไหม? ไม่ทำดีกว่าไหมครับ?
A. สรุปตรงๆ เลยนะครับ
"แน่นอน" นั้นไม่ใช่ครับ
การหย่อนคล้อยเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการสะสมฟิลเลอร์ผิดตำแหน่ง
ไม่ใช่คุณสมบัติโดยธรรมชาติของฟิลเลอร์ครับ
จริงๆ แล้วเคสที่พบการหย่อนคล้อยส่วนใหญ่
มักเกิดจากการฉีดบริเวณข้างโหนกแก้มหรือกลางแก้ม
มากกว่า 2cc ในครั้งเดียวครับ
ผมแทบไม่เคยฉีดเกิน 1cc ในจุดเดียวครับ
ถ้ากระจาย 0.3–0.5cc เข้าชั้นลึกใกล้กระดูกทีละน้อย
จะรักษาผลได้ 1–2 ปีโดยไม่หย่อนคล้อยครับ
ไม่ใช่เรื่องของการหลีกเลี่ยงหัตถการ
แต่ต้องพิจารณาปริมาณและชั้นที่ฉีดให้ถูกต้องครับ
ในทำนองเดียวกัน มีคำถามที่ได้ยินบ่อยอีกข้อหนึ่งครับ
Q2. แล้วอัตราการเกิดผลข้างเคียงในความเป็นจริงอยู่ที่เท่าไหร่ครับ?
A. ถ้าดูจากสถิติ คำตอบค่อนข้างชัดเจนครับ
รอยช้ำและอาการบวมพบได้เกือบ 100%
ตุ่มนูนพบ 1–5%
ภาวะหลอดเลือดอุดตันพบ 0.05–0.1% ตามรายงานครับ
ส่วนการหย่อนคล้อยนั้นยากที่จะวัดเป็นสถิติได้ชัดเจน
แต่ถ้าประเมินจากคนไข้ที่รับรู้ได้เองหลัง 3–6 เดือน
อยู่ที่ประมาณ 2–3 คนจาก 10 คนครับ
โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและแก้มครับ
ที่คลินิกของผม
เดือนหนึ่งจะพบ 2–3 ครั้ง
ที่คนไข้มาบอกว่า "ทำที่อื่นแล้วหย่อนลง เลยมาครับ"
แปลว่าประมาณสัปดาห์ละ 1 คนครับ
ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่พบได้น้อยเลยครับ
แต่สิ่งที่แยกผลลัพธ์ออกจากกันคือความเข้าใจทางกายวิภาคของผู้ทำหัตถการครับ
ก่อนจบมีส่วนนี้ที่สำคัญมากครับ
Q3. ฟิลเลอร์ที่หย่อนไปแล้ว ละลายออกแล้วจะกลับมาเหมือนเดิมไหมครับ?
A. เมื่อเช้านี้ก็มีคนไข้ถามเรื่องนี้ในห้องตรวจครับ
อายุ 34 ปีมาด้วยเรื่องโหนกแก้มหย่อน
รูปแบบคล้ายกับเคสที่เล่าไปก่อนหน้าเลยครับ
ละลายได้ครับ
ด้วย Hyaluronidase 1–2 ครั้ง
ปริมาณฟิลเลอร์จะลดลงเกือบหมดครับ
แต่ผิวหนังที่ยืดออกไปแล้วจะไม่กลับมา 100% เหมือนเดิมครับ
เนื้อเยื่อที่ถูกดึงด้วยน้ำหนักมานานกว่า 6 เดือน
จะอยู่ในสภาวะที่เส้นเอ็นยืดออกเล็กน้อย
ดังนั้นหลังละลายอาจยังรู้สึกว่าหย่อนเล็กน้อยอยู่ครับ
ผมจึงมักฉีดฟิลเลอร์ปริมาณน้อยใส่กลับในชั้นลึกใหม่
หลังจากละลาย 4–6 สัปดาห์
และถ้าจำเป็นก็จะใช้คลื่นวิทยุ (RF) กระชับชั้น SMAS ร่วมด้วยครับ
วิธีนี้ทำให้ประมาณ 7 จาก 10 คน
กลับมาได้กรอบหน้าที่พึงพอใจครับ
ถ้าเร็วก็เริ่มแก้ไขได้เลยครับ
สิ่งที่อยากให้จำไปวันนี้สิ่งเดียวคือ — ผลข้างเคียงฟิลเลอร์ที่ทำให้หย่อนคล้อยไม่ใช่เรื่องของปริมาณ แต่เป็นเรื่องของ "ชั้น" ที่ฉีดเข้าไปครับ แม้แค่ 1cc เหมือนกัน แต่ฉีดตรงไหนนั้นคือสิ่งที่กำหนดว่าหลังจาก 6 เดือนหน้าในกระจกจะเป็นอย่างไรครับ
บทความต่อไปจะมาเล่าให้ฟังว่า "แม้แค่ 1cc เหมือนกัน ถ้าฉีดบริเวณด้านนอกโหนกแก้ม vs จุด MD Code ผลลัพธ์หลัง 6 เดือนจะต่างกันอย่างไร" โดยจะแสดงให้เห็นผ่านเคสจำลองที่ทดลองฉีดสองข้างในความลึกต่างกันในคนไข้คนเดียวกันครับ นี่คือคุณหมอวียองจินครับ





