รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ — ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกันขึ้นอยู่กับโครงกระดูกโหนกแก้ม
รูปหน้าและวอลุ่ม

รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ — ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกันขึ้นอยู่กับโครงกระดูกโหนกแก้ม

รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ — ใส่ปริมาณเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันได้ เพราะโครงกระดูกโหนกแก้มของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 22 สิงหาคม 2026
8นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ — ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกันขึ้นอยู่กับโครงกระดูกโหนกแก้ม

อ่านก่อนเริ่มต้นเลยครับ

Q. ใส่ cc เท่ากัน แล้วทำไมบางคนเห็นผลชัดมาก แต่ของผมแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย?

A. รูปทรงโหนกแก้มและความหนาของไขมันแก้มเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์เกือบทั้งหมดครับ

แม้จะใช้ MD Code เดียวกัน คนที่มีโหนกแก้มใหญ่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า

ส่วนคนที่เคยผ่าตัดโหนกแก้มหรือน้ำหนักลดลง จะเห็นผลที่ชัดเจนที่สุดครับ

Q. รูปในรีวิวดูคล้ายๆ กันหมด แล้วทำไมผลของผมถึงต่างออกไป?

A. เพราะรีวิวส่วนใหญ่จะแสดงแต่เคสที่ได้ผลดีครับ

ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ในแต่ละครั้งจะแตกต่างกันตามโครงกระดูก เนื้อเยื่ออ่อน และระดับความเสื่อมของผิวแต่ละคน
รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ ความแตกต่างของผลลัพธ์ตามโครงกระดูกโหนกแก้ม



ฟิลเลอร์ยกกระชับ ดูเหมือนจะเหมือนกันทุกที่ใช่ไหมครับ? แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น

ฟิลเลอร์ยกกระชับคือการฉีดฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิกเข้าบริเวณจุดรองรับ เช่น ด้านหน้าและด้านข้างโหนกแก้ม แก้มส่วนหน้า และเส้นขากรรไกร

เพื่อดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยให้กลับขึ้นมาในตำแหน่งที่ควรจะเป็นครับ

จริงๆ แล้วมันต่างจากการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มธรรมดามากครับ

ถ้าฟิลเลอร์เติมปริมาตรทั่วไปคือ "การเติมเต็มบริเวณที่บุ๋ม"

ฟิลเลอร์ยกกระชับอย่าง MD Code ก็คือ "การค้ำยันโครงสร้างให้ยกขึ้น"

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตำแหน่ง ความลึก หรือปริมาณ ก็คือ "โครงกระดูกของคุณพร้อมที่จะรับปริมาณฟิลเลอร์นั้นหรือยัง"

นี่คือตัวแปรที่สำคัญที่สุดครับ





ทำไมใช้ฟิลเลอร์เดียวกัน บางคนถึงเห็นผลชัดมาก แต่บางคนกลับดูธรรมดา?

ประเด็นสำคัญของบทความนี้

คนที่มีโหนกแก้มใหญ่มักมีร่องแก้มไม่ลึกมาก ทำให้ผลของ MD Code ไม่ดูโดดเด่นนัก

ส่วนคนที่เคยผ่าตัดโหนกแก้มหรือน้ำหนักลดลงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด — ลองฉีดแก้มข้างเดียวก่อนแล้วส่องกระจก จะเห็นความไม่สมมาตรได้ทันทีครับ

คนที่เข้ามาอ่านรีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับส่วนใหญ่

คงสงสัยอยู่ในใจว่า "ถ้าเราทำ จะได้ผลแบบนั้นไหม?" ใช่ไหมครับ

พูดตรงๆ เลยก็คือ โอกาสที่ผลในรูปรีวิว

จะเกิดขึ้นซ้ำกับคุณนั้นต่ำกว่าที่คิดมากครับ

เพราะแม้จะใส่ในปริมาณและตำแหน่งเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ยังต่างกันได้

เหตุผลก็คือ ประสิทธิภาพของฟิลเลอร์ยกกระชับ

ขึ้นอยู่กับว่า "โหนกแก้มใหญ่แค่ไหน และไขมันแก้มลดไปมากแค่ไหน" เป็นหลักครับ

คนที่มีโหนกแก้มใหญ่และยื่นออกมาด้านหน้า

มักจะมีร่องแก้มไม่ลึกอยู่แล้ว

เพราะแก้มได้รับการรองรับจากโหนกแก้มอยู่แล้วครับ

ถ้าฉีด MD Code 1cc ให้คนกลุ่มนี้

จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่แทบไม่ถึงขั้น "ชัดมาก" ครับ

ในทางกลับกัน คนที่เคยผ่าตัดลดโหนกแก้ม

หรือน้ำหนักลดลงมากกว่า 5 กิโลกรัม

หรือมีโครงกระดูกโหนกแก้มที่เว้าเข้าด้านในโดยธรรมชาติ

แม้ใช้แค่ 1cc เดียวกัน ผลลัพธ์ก็จะต่างกันอย่างเห็นได้ชัดครับ

เพราะฐานรองรับจากกระดูกว่างอยู่

ฟิลเลอร์จึงทำหน้าที่เป็น "โหนกแก้มเสริม"

ทำให้บริเวณกลางใบหน้าทั้งหมดถูกยกขึ้นพร้อมกันครับ

ความแตกต่างของผลฟิลเลอร์ยกกระชับตามรูปทรงโหนกแก้ม

ผมมีวิธีที่ใช้ในห้องตรวจบ่อยมากวิธีหนึ่งครับ

นั่นคือการฉีดแก้มส่วนหน้าข้างเดียวก่อนประมาณ 0.3cc

แล้วให้คนไข้ส่องกระจกด้วยกัน

ตอนนั้นคนไข้จะเห็นความไม่สมมาตรได้เองทันทีครับ

มักจะได้ยินเสียง "โอ้ ต่างกันจริงๆ เลยนะคะ/ครับ" ออกมาตอนนั้นเลย

ทำไมขั้นตอนนี้ถึงสำคัญ?

เพราะถ้าฉีดทั้งสองข้างพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป

ทำให้สงสัยว่า "นี่คือผลจากการรักษาหรือเปล่า"

การฉีดข้างเดียวก่อน = คุณได้เปรียบเทียบด้วยตัวเองโดยตรง นี่คือรีวิวที่แม่นยำที่สุดครับ

การเปรียบเทียบก่อน-หลังการฉีดฟิลเลอร์ยกกระชับข้างเดียวก่อน
สรุปสำคัญจากคุณหมอวียองจิน

คนที่ปรากฏในรูป "การเปลี่ยนแปลงชัดเจน" ในรีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ ส่วนใหญ่คือคนที่เคยผ่าตัดโหนกแก้มหรือน้ำหนักลดลงครับ

ถ้าโครงกระดูกของคุณเป็นแบบโหนกแก้มใหญ่ แทนที่จะคาดหวังผลแบบเดียวกันในปริมาณเท่ากัน

ควรค่อยๆ เติมทีละขั้นและหาปริมาณที่เหมาะกับใบหน้าของคุณจะดีกว่าครับ




ฟิลเลอร์ยกกระชับ ระยะเวลาคงอยู่และการรีทัช — เรื่องจริงที่ไม่มีในรีวิว

เรื่องระยะเวลาคงอยู่ไม่พูดไม่ได้ครับ แต่ในรีวิวมักจะเขียนไว้เบาๆ ว่า

"อยู่ได้ 1 ปี" หรือ "อยู่ได้ 2 ปี"

แต่ในความเป็นจริง มันต่างกันไปตามบริเวณ ผลิตภัณฑ์ และแต่ละบุคคลครับ

โดยทั่วไปสิ่งที่ผมแนะนำในห้องตรวจมีดังนี้ครับ

ฟิลเลอร์ที่ฉีดในชั้นลึกบริเวณที่เคลื่อนไหวน้อย เช่น แก้มส่วนหน้าและโหนกแก้มด้านข้าง

มักคงอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน

ส่วนบริเวณที่กล้ามเนื้อแสดงออกเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น ข้างปากและร่องแก้ม

จะเริ่มเสียรูปทรงภายใน 8–12 เดือนครับ

บริเวณคางนั้นต่างออกไป ถ้าฉีดแนบกระดูกให้มั่นคง

มีคนไข้ไม่น้อยที่อยู่ได้เกือบ 2 ปีครับ

วันนี้ในห้องตรวจก็มีเคสที่คล้ายกันครับ คนไข้อายุ 27 ปี เมื่อปีที่แล้วไปรับฟิลเลอร์

บริเวณแก้มส่วนหน้าและร่องแก้มที่คลินิกอื่น 1.5cc

และมาหาผมด้วยเหตุผลว่า "อยากเติมเพิ่มอีกหน่อยค่ะ"

พอดูใบหน้าแล้ว ฟิลเลอร์จากปีที่แล้วยังเหลืออยู่เกือบเดิมเลยครับ

แก้มส่วนหน้าเหลืออยู่ประมาณ 80% ร่องแก้มเหลือประมาณ 60%

ถ้าเติมอีก 1cc ตรงนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?

ในปีที่ 2 โหนกแก้มจะเริ่มดูโดดเด่นผิดธรรมชาติ

กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "หน้าฟิลเลอร์" ครับ

ดังนั้นวันนั้นผมจึงเติมเพียง 0.4cc เพื่อเสริมเล็กน้อย

แล้วบอกว่าส่วนที่เหลือให้มาดูกันใหม่อีก 6 เดือนข้างหน้า

คนไข้บอกว่าเห็นผลได้เร็วกว่าที่คาดไว้

และพูดว่า "ใส่น้อยกว่า แต่กลับดูธรรมชาติกว่าเยอะเลยค่ะ" ครับ

นี่คือส่วนที่มักไม่ค่อยพูดถึงในรีวิวครับ

กับดักของการสะสมการรักษา — ฟิลเลอร์ย่อยสลายได้ก็จริง

แต่ถ้าเติมใหม่ก่อนที่จะสลายหมด มันก็สะสมอยู่ครับ

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์ของคลินิกที่แนะนำ "รีทัชปีละครั้งเต็ม"

กับคลินิกที่บอกว่า "ดูปริมาณที่เหลืออยู่ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ"

จะต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อถึงปีที่ 3 ครับ

ความแตกต่างของระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์ยกกระชับแต่ละบริเวณ



แล้วคุณอยู่ในเคสแบบไหน?

ผมทำตารางให้ดูง่ายๆ ไว้ครับ

มีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องบอกไว้ครับ

"ช่วงการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะได้" ในตารางนี้คือค่าเฉลี่ยนะครับ

แม้จะอยู่ในกลุ่มโหนกแก้มใหญ่เหมือนกัน ผลลัพธ์ก็ยังต่างกันได้

ตามความหนาของผิวหนังและนิสัยการแสดงออกทางใบหน้าครับ

แต่ก็น่าจะช่วยให้คุณพอเดาได้ว่าตัวเองใกล้เคียงกับหมวดหมู่ไหนมากกว่ากัน

ขอยกอีกเคสหนึ่งครับ คนไข้อายุ 32 ปี

น้ำหนักลดลงประมาณ 5 กิโลกรัมตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว

มาหาผมด้วยเหตุผลว่า "รู้สึกดูแก่ลงทันทีเลยค่ะ"

ฉีดแก้มส่วนหน้าข้างละ 0.6cc แล้วให้ส่องกระจก

คนไข้พูดขึ้นมาเองก่อนเลยว่า "อ้าว ทำไมเข้าเร็วจัง?"

เพราะฐานรองรับว่างอยู่

ปริมาณน้อยๆ ก็เห็นผลได้ทันทีครับ

คนไข้แบบนี้แหละที่เป็นดาวเด่นใน "Before & After ที่ชัดเจน" ในรีวิวต่างๆ ครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ



3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยมาก ขอตอบตรงๆ เลยครับ

Q1. ดูจากรูปรีวิวแล้วทุกคนดูธรรมชาติมาก ของผม/หนูจะดูเป็นธรรมชาติได้ด้วยไหม?

A. เรื่องนี้ไม่ต้องดูเคสก็ตอบได้เหมือนกันทุกคนครับ

ถ้าใส่ปริมาณน้อยและวางตำแหน่งไว้แบบ conservative จะไม่มีใครรู้ครับ

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่ "ใส่ในครั้งเดียวมากแค่ไหน"

ถ้าใส่ครั้งเดียวมากกว่า 2cc ใครก็สังเกตได้ครับ

ดังนั้นสำหรับคนไข้ที่มาครั้งแรก ผมจะไม่เกิน 1cc

แล้วค่อยนัดมาเสริมอีก 4–6 สัปดาห์ถัดไปครับ

คนที่ดูเป็นธรรมชาติในรูปรีวิว ส่วนใหญ่รับการรักษาแบบแบ่งครั้งสองถึงสามครั้งแบบนี้ครับ

พอได้ยินคำตอบนี้แล้ว มักจะมีคำถามต่อมาอีกครับ

Q2. เรื่องราคาพอเข้าใจแล้ว แต่ควรวางแผนค่าใช้จ่ายในระยะยาวอย่างไรดี?

A. สัปดาห์นี้มีถามคำถามเดียวกันนี้ถึงสามคนแล้วครับ

ขอตอบด้วยเคสคนไข้อายุ 32 ปีนะครับ

ปีแรกใส่ 1cc สองครั้ง = รวมประมาณ 2cc

ปีถัดมาดูปริมาณที่เหลืออยู่แล้วเสริมอีก 0.5cc

ดังนั้นควรตั้งงบปีแรกไว้ก่อน แล้วปีต่อๆ ไปคิดเป็นค่าบำรุงรักษาประมาณ 30–40% ของปีแรกครับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมจริงครับ

ผมไม่แนะนำให้ "รีทัชเต็มรูปแบบปีละครั้ง" เพราะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากการสะสมสูงครับ

และคำถามสุดท้ายที่ได้รับบ่อยที่สุดคือข้อนี้ครับ

Q3. ผลข้างเคียงหรือกรณีที่ไม่ได้ผลดีมีมากแค่ไหน?

A. อ้อ

คำถามนี้คำตอบค่อนข้างยาวนิดหน่อยครับ

ก่อนอื่นเลย อาการเล็กน้อยอย่างรอยช้ำและอาการบวม มักเกิดขึ้นในระดับหนึ่งกับแทบทุกคนครับ

สิ่งที่ต้องระวังจริงๆ คือภาวะหลอดเลือดอุดตัน

จากประสบการณ์ทางคลินิกของผม โอกาสเกิดน้อยกว่า 1–2 ใน 10 ครับ แต่ก็ไม่ใช่ 0%

ดังนั้นต้องเลือกสถานที่ที่มีครบสามอย่างนี้ครับ ได้แก่ การใช้แคนนูลา

การทดสอบด้วยการดูด (aspiration test)

และมียาฮยาลูโรนิเดสสำหรับฉุกเฉินพร้อมใช้ตลอดเวลา

อีกเรื่องหนึ่ง "การเสียรูปทรงของฟิลเลอร์" มักไม่ใช่ผลข้างเคียง แต่เป็นผลจากการสะสมมากกว่าครับ

เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะจริงๆ แล้วมันใกล้เคียงกับ "ความผิดพลาดสะสมในการออกแบบการรักษา" มากกว่าผลข้างเคียงครับ

ถ้าจะให้จำอะไรไปสักอย่างจากบทความนี้ — ลองหาเคสในรีวิวที่มีโครงกระดูกใกล้เคียงกับคุณมากที่สุดดูครับ มันเป็นข้อมูลพยากรณ์ที่แม่นยำกว่าตัวเลข cc มากครับ


บทความต่อไปจะพูดถึง "การเลือกจังหวะรีทัชว่าควรเป็น 4 สัปดาห์ vs 6 สัปดาห์ vs 6 เดือน" ครับ จะแสดงให้เห็นผ่านเคสจริงว่าแม้ปริมาณที่เหลืออยู่จะเท่ากัน แต่ผลลัพธ์หลัง 1 ปีจะต่างกันอย่างไรตามจังหวะที่เติมเพิ่ม นี่คือคุณหมอวียองจินครับ

บทความแนะนำ

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้วผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดสลายฟิลเลอร์แล้ว ผิวจะหย่อนคล้อยจริงไหม?

หลายคนอยากแก้ฟิลเลอร์ที่ไม่พอใจ แต่กลัวว่าสลายแล้วผิวจะยืดหย่อนกว่าเดิม บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือเรื่องจริง และอะไรเป็นแค่ช่วงชั่วคราวไม่กี่วัน

ฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหมรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม แล้วจะเคี้ยวข้าวลำบากไหม?

หลายคนอยากปรับกรอบหน้าให้เรียวขึ้น แต่กลัวว่าฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้วแรงเคี้ยวจะหายไปจนกินข้าวไม่ได้ บทความนี้รวมตัวเลขจากงานวิจัยว่าแรงกัดลดลงเท่าไร ช่วงไหนรู้สึกมากที่สุด และกลับมาเมื่อไหร่ค่ะ

ภาพปกเรื่องขมับยุบควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptraรูปหน้าและวอลุ่ม

ขมับยุบ ควรเลือกฟิลเลอร์หรือ Sculptra ดี

ทั้งสองอย่างไม่ได้แข่งกัน แต่เป็นทางเลือกที่นิสัยต่างกัน พอรู้ว่าขมับของเรายุบแบบไหนและรอไหวแค่ไหน คำตอบก็จะชัดขึ้นเองค่ะ

บทความล่าสุด

วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายสกินบูสเตอร์ทั้งโปรแกรมผิวหนัง

สกินบูสเตอร์คุ้มไหม? วิธีประเมินงบและวางแผนค่าใช้จ่ายทั้งโปรแกรม

หลายคนเห็นราคาสกินบูสเตอร์ต่อครั้งแล้วคิดว่าพอรับได้ แต่พอนับโปรแกรมทั้งหมดแล้วตัวเลขสูงกว่าที่คาด บทความนี้ Beautystone Clinic จะช่วยให้คุณคำนวณงบรวม อ่านใบเสนอราคาให้ออก และประเมินว่าสกินบูสเตอร์คุ้มกับสภาพผิวของคุณจริง ๆ ไหมค่ะ

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม รู้ความเสี่ยงและสัญญาณที่บอกว่าควรเลือกวิธีอื่นลิฟติ้ง

ร้อยไหมหน้าผากอันตรายไหม? รู้ความเสี่ยงและสัญญาณควรเลือกวิธีอื่น

ก่อนตัดสินใจร้อยไหมหน้าผาก ควรรู้ก่อนว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และหน้าผากแบบไหนที่ร้อยไหมช่วยได้จริง บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณเข้าใจสัญญาณเตือนและทางเลือกที่เหมาะกับสภาพหน้าผากของคุณค่ะ

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง อ่านสัญญาณผิวก่อนคอลลาเจนเสื่อมผิวหนัง

Titanium Lifting ถึงเวลานัดครั้งถัดไปหรือยัง? อ่านสัญญาณผิว

คอลลาเจนจาก Titanium Lifting ไม่ได้เสื่อมพร้อมกัน แต่ผิวจะส่งสัญญาณก่อนล่วงหน้าเสมอ บทความนี้สอนวิธีอ่านสัญญาณเหล่านั้น เพื่อให้คุณนัดครั้งถัดไปได้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดค่ะ

Potenza RF Microneedling ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไปผิวหนัง

Potenza ทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

ก่อนนัดครั้งถัดไปของ Potenza มีสัญญาณสามอย่างที่ผิวจะบอกว่าพร้อมแล้วหรือยัง ได้แก่ รอยแดงที่หายสนิท เนื้อผิวที่เริ่มกระชับขึ้น และความชุ่มชื้นที่คืนมา บทความนี้จะพาคุณอ่านสัญญาณเหล่านั้นและวางแผนโปรแกรมร่วมกับแพทย์ได้อย่างมั่นใจค่ะ

หลักการทำงานของ Pico Toning ในการทะลายเม็ดสีในผิวผิวหนัง

Pico Toning ต้องทำกี่ครั้ง ห่างกันแค่ไหน? สำคัญกว่าชื่อเครื่อง

หลายคนเลือก Pico Toning โดยถามแค่ว่าใช้เครื่องยี่ห้อไหนและราคาเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วจำนวนครั้งและช่วงห่าง 4 สัปดาห์ระหว่างแต่ละครั้งมีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าที่คิดค่ะ

หลักการทำงานของ Fraxel Fractional Laser ที่สร้าง Micro Thermal Zones ในชั้นผิวผิวหนัง

Fraxel ทำเมื่อไหร่ถึงพอดี? อ่านสัญญาณผิวก่อนนัดครั้งถัดไป

Fraxel สร้างรูเล็ก ๆ ของความร้อนในผิวแล้วปล่อยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ผลที่เห็นจึงไม่ใช่ทันทีหลังทำ แต่ค่อย ๆ ปรากฏตามจังหวะที่คอลลาเจนใหม่สร้างขึ้น การอ่านสัญญาณนี้ให้ถูกต้องคือกุญแจที่ทำให้ทุกครั้งคุ้มค่าค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors