รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ — ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกันขึ้นอยู่กับโครงกระดูกโหนกแก้ม
รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ — ใส่ปริมาณเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันได้ เพราะโครงกระดูกโหนกแก้มของแต่ละคนไม่เหมือนกัน


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
รีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ — ทำไมผลลัพธ์ถึงต่างกันขึ้นอยู่กับโครงกระดูกโหนกแก้ม
อ่านก่อนเริ่มต้นเลยครับ
Q. ใส่ cc เท่ากัน แล้วทำไมบางคนเห็นผลชัดมาก แต่ของผมแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย?
A. รูปทรงโหนกแก้มและความหนาของไขมันแก้มเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์เกือบทั้งหมดครับ
แม้จะใช้ MD Code เดียวกัน คนที่มีโหนกแก้มใหญ่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า
ส่วนคนที่เคยผ่าตัดโหนกแก้มหรือน้ำหนักลดลง จะเห็นผลที่ชัดเจนที่สุดครับ
Q. รูปในรีวิวดูคล้ายๆ กันหมด แล้วทำไมผลของผมถึงต่างออกไป?
A. เพราะรีวิวส่วนใหญ่จะแสดงแต่เคสที่ได้ผลดีครับ
ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ในแต่ละครั้งจะแตกต่างกันตามโครงกระดูก เนื้อเยื่ออ่อน และระดับความเสื่อมของผิวแต่ละคน
ฟิลเลอร์ยกกระชับ ดูเหมือนจะเหมือนกันทุกที่ใช่ไหมครับ? แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น
ฟิลเลอร์ยกกระชับคือการฉีดฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิกเข้าบริเวณจุดรองรับ เช่น ด้านหน้าและด้านข้างโหนกแก้ม แก้มส่วนหน้า และเส้นขากรรไกร
เพื่อดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยให้กลับขึ้นมาในตำแหน่งที่ควรจะเป็นครับ
จริงๆ แล้วมันต่างจากการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มธรรมดามากครับ
ถ้าฟิลเลอร์เติมปริมาตรทั่วไปคือ "การเติมเต็มบริเวณที่บุ๋ม"
ฟิลเลอร์ยกกระชับอย่าง MD Code ก็คือ "การค้ำยันโครงสร้างให้ยกขึ้น"
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตำแหน่ง ความลึก หรือปริมาณ ก็คือ "โครงกระดูกของคุณพร้อมที่จะรับปริมาณฟิลเลอร์นั้นหรือยัง"
นี่คือตัวแปรที่สำคัญที่สุดครับ
ทำไมใช้ฟิลเลอร์เดียวกัน บางคนถึงเห็นผลชัดมาก แต่บางคนกลับดูธรรมดา?
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
คนที่มีโหนกแก้มใหญ่มักมีร่องแก้มไม่ลึกมาก ทำให้ผลของ MD Code ไม่ดูโดดเด่นนัก
ส่วนคนที่เคยผ่าตัดโหนกแก้มหรือน้ำหนักลดลงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด — ลองฉีดแก้มข้างเดียวก่อนแล้วส่องกระจก จะเห็นความไม่สมมาตรได้ทันทีครับ
คนที่เข้ามาอ่านรีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับส่วนใหญ่
คงสงสัยอยู่ในใจว่า "ถ้าเราทำ จะได้ผลแบบนั้นไหม?" ใช่ไหมครับ
พูดตรงๆ เลยก็คือ โอกาสที่ผลในรูปรีวิว
จะเกิดขึ้นซ้ำกับคุณนั้นต่ำกว่าที่คิดมากครับ
เพราะแม้จะใส่ในปริมาณและตำแหน่งเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ยังต่างกันได้
เหตุผลก็คือ ประสิทธิภาพของฟิลเลอร์ยกกระชับ
ขึ้นอยู่กับว่า "โหนกแก้มใหญ่แค่ไหน และไขมันแก้มลดไปมากแค่ไหน" เป็นหลักครับ
คนที่มีโหนกแก้มใหญ่และยื่นออกมาด้านหน้า
มักจะมีร่องแก้มไม่ลึกอยู่แล้ว
เพราะแก้มได้รับการรองรับจากโหนกแก้มอยู่แล้วครับ
ถ้าฉีด MD Code 1cc ให้คนกลุ่มนี้
จะเห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่แทบไม่ถึงขั้น "ชัดมาก" ครับ
ในทางกลับกัน คนที่เคยผ่าตัดลดโหนกแก้ม
หรือน้ำหนักลดลงมากกว่า 5 กิโลกรัม
หรือมีโครงกระดูกโหนกแก้มที่เว้าเข้าด้านในโดยธรรมชาติ
แม้ใช้แค่ 1cc เดียวกัน ผลลัพธ์ก็จะต่างกันอย่างเห็นได้ชัดครับ
เพราะฐานรองรับจากกระดูกว่างอยู่
ฟิลเลอร์จึงทำหน้าที่เป็น "โหนกแก้มเสริม"
ทำให้บริเวณกลางใบหน้าทั้งหมดถูกยกขึ้นพร้อมกันครับ
ผมมีวิธีที่ใช้ในห้องตรวจบ่อยมากวิธีหนึ่งครับ
นั่นคือการฉีดแก้มส่วนหน้าข้างเดียวก่อนประมาณ 0.3cc
แล้วให้คนไข้ส่องกระจกด้วยกัน
ตอนนั้นคนไข้จะเห็นความไม่สมมาตรได้เองทันทีครับ
มักจะได้ยินเสียง "โอ้ ต่างกันจริงๆ เลยนะคะ/ครับ" ออกมาตอนนั้นเลย
ทำไมขั้นตอนนี้ถึงสำคัญ?
เพราะถ้าฉีดทั้งสองข้างพร้อมกัน การเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป
ทำให้สงสัยว่า "นี่คือผลจากการรักษาหรือเปล่า"
การฉีดข้างเดียวก่อน = คุณได้เปรียบเทียบด้วยตัวเองโดยตรง นี่คือรีวิวที่แม่นยำที่สุดครับ
คนที่ปรากฏในรูป "การเปลี่ยนแปลงชัดเจน" ในรีวิวฟิลเลอร์ยกกระชับ ส่วนใหญ่คือคนที่เคยผ่าตัดโหนกแก้มหรือน้ำหนักลดลงครับ
ถ้าโครงกระดูกของคุณเป็นแบบโหนกแก้มใหญ่ แทนที่จะคาดหวังผลแบบเดียวกันในปริมาณเท่ากัน
ควรค่อยๆ เติมทีละขั้นและหาปริมาณที่เหมาะกับใบหน้าของคุณจะดีกว่าครับ
ฟิลเลอร์ยกกระชับ ระยะเวลาคงอยู่และการรีทัช — เรื่องจริงที่ไม่มีในรีวิว
เรื่องระยะเวลาคงอยู่ไม่พูดไม่ได้ครับ แต่ในรีวิวมักจะเขียนไว้เบาๆ ว่า
"อยู่ได้ 1 ปี" หรือ "อยู่ได้ 2 ปี"
แต่ในความเป็นจริง มันต่างกันไปตามบริเวณ ผลิตภัณฑ์ และแต่ละบุคคลครับ
โดยทั่วไปสิ่งที่ผมแนะนำในห้องตรวจมีดังนี้ครับ
ฟิลเลอร์ที่ฉีดในชั้นลึกบริเวณที่เคลื่อนไหวน้อย เช่น แก้มส่วนหน้าและโหนกแก้มด้านข้าง
มักคงอยู่ได้ประมาณ 12–18 เดือน
ส่วนบริเวณที่กล้ามเนื้อแสดงออกเคลื่อนไหวตลอดเวลา เช่น ข้างปากและร่องแก้ม
จะเริ่มเสียรูปทรงภายใน 8–12 เดือนครับ
บริเวณคางนั้นต่างออกไป ถ้าฉีดแนบกระดูกให้มั่นคง
มีคนไข้ไม่น้อยที่อยู่ได้เกือบ 2 ปีครับ
วันนี้ในห้องตรวจก็มีเคสที่คล้ายกันครับ คนไข้อายุ 27 ปี เมื่อปีที่แล้วไปรับฟิลเลอร์
บริเวณแก้มส่วนหน้าและร่องแก้มที่คลินิกอื่น 1.5cc
และมาหาผมด้วยเหตุผลว่า "อยากเติมเพิ่มอีกหน่อยค่ะ"
พอดูใบหน้าแล้ว ฟิลเลอร์จากปีที่แล้วยังเหลืออยู่เกือบเดิมเลยครับ
แก้มส่วนหน้าเหลืออยู่ประมาณ 80% ร่องแก้มเหลือประมาณ 60%
ถ้าเติมอีก 1cc ตรงนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?
ในปีที่ 2 โหนกแก้มจะเริ่มดูโดดเด่นผิดธรรมชาติ
กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "หน้าฟิลเลอร์" ครับ
ดังนั้นวันนั้นผมจึงเติมเพียง 0.4cc เพื่อเสริมเล็กน้อย
แล้วบอกว่าส่วนที่เหลือให้มาดูกันใหม่อีก 6 เดือนข้างหน้า
คนไข้บอกว่าเห็นผลได้เร็วกว่าที่คาดไว้
และพูดว่า "ใส่น้อยกว่า แต่กลับดูธรรมชาติกว่าเยอะเลยค่ะ" ครับ
นี่คือส่วนที่มักไม่ค่อยพูดถึงในรีวิวครับ
กับดักของการสะสมการรักษา — ฟิลเลอร์ย่อยสลายได้ก็จริง
แต่ถ้าเติมใหม่ก่อนที่จะสลายหมด มันก็สะสมอยู่ครับ
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์ของคลินิกที่แนะนำ "รีทัชปีละครั้งเต็ม"
กับคลินิกที่บอกว่า "ดูปริมาณที่เหลืออยู่ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ"
จะต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อถึงปีที่ 3 ครับ
แล้วคุณอยู่ในเคสแบบไหน?
ผมทำตารางให้ดูง่ายๆ ไว้ครับ
มีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องบอกไว้ครับ
"ช่วงการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะได้" ในตารางนี้คือค่าเฉลี่ยนะครับ
แม้จะอยู่ในกลุ่มโหนกแก้มใหญ่เหมือนกัน ผลลัพธ์ก็ยังต่างกันได้
ตามความหนาของผิวหนังและนิสัยการแสดงออกทางใบหน้าครับ
แต่ก็น่าจะช่วยให้คุณพอเดาได้ว่าตัวเองใกล้เคียงกับหมวดหมู่ไหนมากกว่ากัน
ขอยกอีกเคสหนึ่งครับ คนไข้อายุ 32 ปี
น้ำหนักลดลงประมาณ 5 กิโลกรัมตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว
มาหาผมด้วยเหตุผลว่า "รู้สึกดูแก่ลงทันทีเลยค่ะ"
ฉีดแก้มส่วนหน้าข้างละ 0.6cc แล้วให้ส่องกระจก
คนไข้พูดขึ้นมาเองก่อนเลยว่า "อ้าว ทำไมเข้าเร็วจัง?"
เพราะฐานรองรับว่างอยู่
ปริมาณน้อยๆ ก็เห็นผลได้ทันทีครับ
คนไข้แบบนี้แหละที่เป็นดาวเด่นใน "Before & After ที่ชัดเจน" ในรีวิวต่างๆ ครับ
3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยมาก ขอตอบตรงๆ เลยครับ
Q1. ดูจากรูปรีวิวแล้วทุกคนดูธรรมชาติมาก ของผม/หนูจะดูเป็นธรรมชาติได้ด้วยไหม?
A. เรื่องนี้ไม่ต้องดูเคสก็ตอบได้เหมือนกันทุกคนครับ
ถ้าใส่ปริมาณน้อยและวางตำแหน่งไว้แบบ conservative จะไม่มีใครรู้ครับ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่ "ใส่ในครั้งเดียวมากแค่ไหน"
ถ้าใส่ครั้งเดียวมากกว่า 2cc ใครก็สังเกตได้ครับ
ดังนั้นสำหรับคนไข้ที่มาครั้งแรก ผมจะไม่เกิน 1cc
แล้วค่อยนัดมาเสริมอีก 4–6 สัปดาห์ถัดไปครับ
คนที่ดูเป็นธรรมชาติในรูปรีวิว ส่วนใหญ่รับการรักษาแบบแบ่งครั้งสองถึงสามครั้งแบบนี้ครับ
พอได้ยินคำตอบนี้แล้ว มักจะมีคำถามต่อมาอีกครับ
Q2. เรื่องราคาพอเข้าใจแล้ว แต่ควรวางแผนค่าใช้จ่ายในระยะยาวอย่างไรดี?
A. สัปดาห์นี้มีถามคำถามเดียวกันนี้ถึงสามคนแล้วครับ
ขอตอบด้วยเคสคนไข้อายุ 32 ปีนะครับ
ปีแรกใส่ 1cc สองครั้ง = รวมประมาณ 2cc
ปีถัดมาดูปริมาณที่เหลืออยู่แล้วเสริมอีก 0.5cc
ดังนั้นควรตั้งงบปีแรกไว้ก่อน แล้วปีต่อๆ ไปคิดเป็นค่าบำรุงรักษาประมาณ 30–40% ของปีแรกครับ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมจริงครับ
ผมไม่แนะนำให้ "รีทัชเต็มรูปแบบปีละครั้ง" เพราะเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากการสะสมสูงครับ
และคำถามสุดท้ายที่ได้รับบ่อยที่สุดคือข้อนี้ครับ
Q3. ผลข้างเคียงหรือกรณีที่ไม่ได้ผลดีมีมากแค่ไหน?
A. อ้อ
คำถามนี้คำตอบค่อนข้างยาวนิดหน่อยครับ
ก่อนอื่นเลย อาการเล็กน้อยอย่างรอยช้ำและอาการบวม มักเกิดขึ้นในระดับหนึ่งกับแทบทุกคนครับ
สิ่งที่ต้องระวังจริงๆ คือภาวะหลอดเลือดอุดตัน
จากประสบการณ์ทางคลินิกของผม โอกาสเกิดน้อยกว่า 1–2 ใน 10 ครับ แต่ก็ไม่ใช่ 0%
ดังนั้นต้องเลือกสถานที่ที่มีครบสามอย่างนี้ครับ ได้แก่ การใช้แคนนูลา
การทดสอบด้วยการดูด (aspiration test)
และมียาฮยาลูโรนิเดสสำหรับฉุกเฉินพร้อมใช้ตลอดเวลา
อีกเรื่องหนึ่ง "การเสียรูปทรงของฟิลเลอร์" มักไม่ใช่ผลข้างเคียง แต่เป็นผลจากการสะสมมากกว่าครับ
เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะจริงๆ แล้วมันใกล้เคียงกับ "ความผิดพลาดสะสมในการออกแบบการรักษา" มากกว่าผลข้างเคียงครับ
ถ้าจะให้จำอะไรไปสักอย่างจากบทความนี้ — ลองหาเคสในรีวิวที่มีโครงกระดูกใกล้เคียงกับคุณมากที่สุดดูครับ มันเป็นข้อมูลพยากรณ์ที่แม่นยำกว่าตัวเลข cc มากครับ
บทความต่อไปจะพูดถึง "การเลือกจังหวะรีทัชว่าควรเป็น 4 สัปดาห์ vs 6 สัปดาห์ vs 6 เดือน" ครับ จะแสดงให้เห็นผ่านเคสจริงว่าแม้ปริมาณที่เหลืออยู่จะเท่ากัน แต่ผลลัพธ์หลัง 1 ปีจะต่างกันอย่างไรตามจังหวะที่เติมเพิ่ม นี่คือคุณหมอวียองจินครับ






