Juvederm Restylane Radiesse ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี?
Juvederm, Restylane และ Radiesse ล้วนเติมเต็มส่วนที่ยุบตัว แต่เนื้อสารและตำแหน่งที่เหมาะสมต่างกัน บทความนี้ชวนดูว่าจะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับผิวของคุณ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026
เคยไหมคะ ที่ไปปรึกษาเรื่องฟิลเลอร์ แล้วได้ยินชื่อ Juvederm, Restylane และ Radiesse พร้อมกันจนเลือกไม่ถูก เพราะฟังดูเหมือนทำหน้าที่เดียวกันคือเติมเต็มส่วนที่ยุบไป แต่พอลองถามลึกลงไปกลับพบว่าแต่ละตัวมีจุดเด่นคนละแบบ
จริง ๆ แล้วคำว่า "ฉีดฟิลเลอร์ตัวเดียวจบ" แทบไม่มีอยู่จริง เพราะทั้งสามยี่ห้อนี้ต่างกันตั้งแต่เนื้อสารตั้งต้น ความหนืด ไปจนถึงตำแหน่งที่เหมาะจะฉีด เลือกผิดตัวในตำแหน่งที่ไม่เหมาะ ผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ
บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Juvederm, Restylane และ Radiesse ต่างกันตรงไหน พร้อมแนวทางเลือกให้เหมาะกับผิวของคุณค่ะ
Juvederm, Restylane, Radiesse ต่างกันตรงไหน?
จริง ๆ แล้ว Juvederm, Restylane และ Radiesse ล้วนเป็นสารฉีดที่ช่วยเติมเต็มส่วนที่ยุบตัวลงเหมือนกัน แต่เนื้อสารตั้งต้นไม่เหมือนกันตั้งแต่แรก Juvederm กับ Restylane อยู่ในกลุ่มกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) ส่วน Radiesse ใช้แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (Calcium Hydroxylapatite: CaHA) ซึ่งเป็นวัตถุดิบคนละกลุ่มกันตั้งแต่ต้น
แม้จะอยู่ในกลุ่มกรดไฮยาลูโรนิกเหมือนกัน แต่ Juvederm กับ Restylane ก็ยังมีบุคลิกต่างกันอีกชั้นหนึ่ง Juvederm มักมีความหนืดสูงและกระจายตัวได้นุ่มนวล ส่วน Restylane ขึ้นรูปเป็นก้อนที่ชัดเจนกว่า พูดง่าย ๆ คือแม้จะเป็นกรดไฮยาลูโรนิกเหมือนกัน แต่การใช้งานจริงก็ยังต่างกันไปตามลักษณะของเนื้อสาร

ทำไมตำแหน่งเดียวกัน แต่ฟิลเลอร์ผิดชนิดแล้วปูดเป็นก้อน?
มีเคสหนึ่งที่พบได้บ่อยพอสมควร คือคนไข้เคยไปฉีด Radiesse บริเวณใต้ตาที่คลินิกอื่นมาก่อน แล้วรู้สึกว่าคลำเจอเป็นก้อนขรุขระ จนต้องมาปรึกษาใหม่
เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยาก Radiesse มีอนุภาคแคลเซียมอยู่ในเนื้อสาร ความหนืดจึงสูงและมีแรงพยุงรูปทรงที่ดี เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องเสริมโครงสร้างใกล้กระดูก เช่น จมูก คาง หรือร่องแก้มลึก ๆ แต่ตำแหน่งที่ผิวบางและมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าบ่อย ๆ อย่างใต้ตา เนื้อสารที่หนืดและแข็งแรงแบบนี้กลับไม่ค่อยเข้ากัน
ถ้าพูดเป็นตัวเลข อนุภาคของ Radiesse มีขนาดเฉลี่ยราว 25-45 ไมโครเมตร และมีสัดส่วนแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ประมาณ 30% ขณะที่ Juvederm บางรุ่นอย่าง Volbella ถูกออกแบบให้กระจายตัวได้ละเอียดในชั้นหนังแท้ระดับตื้นราว 0.1 มม. เมื่อผิวบางกว่า 0.5 มม. แต่ใส่เนื้อสารที่หนืดมากลงไป ก็มีโอกาสคลำเจอเป็นก้อนหรือเห็นเป็นรอยนูนได้
เคสนี้แก้ไขด้วยการสลายด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) แล้วฉีดซ้ำด้วย Juvederm Volbella แทน ผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ ผิวก็เข้าที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น

แต่ละชนิดอยู่ได้นานแค่ไหน?
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือระยะเวลาที่อยู่ตัวของแต่ละชนิด ซึ่งไม่เท่ากันเลย
| หัวข้อ | Juvederm Voluma | Restylane Lyft | Radiesse |
|---|---|---|---|
| ระยะเวลาอยู่ตัวโดยประมาณ | 18-24 เดือน | 12-18 เดือน | 12-15 เดือน |
| กลุ่มเนื้อสาร | กรดไฮยาลูโรนิก (HA) | กรดไฮยาลูโรนิก (HA) | แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHA) |
| จุดเด่น | กระจายตัวนุ่มนวล | ขึ้นรูปเป็นก้อนชัดเจน | แรงพยุงโครงสร้างสูง |
ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลอ้างอิงจากผู้ผลิตเนื้อสารแต่ละชนิด ระยะเวลาที่อยู่ตัวจริงขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีดและระบบเผาผลาญของแต่ละคน จึงอาจคลาดเคลื่อนจากตัวเลขนี้ได้พอสมควร
เหมาะกับใคร ควรเลือกแบบไหนดี?
ในห้องตรวจ คุณหมอมักไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "อยากได้ยี่ห้อไหน" แต่จะเริ่มจากดูว่าผิวหนาหรือบางแค่ไหน ต้องการปริมาณความอิ่มตัวมากน้อยแค่ไหน และตำแหน่งที่จะฉีดคือจุดไหน แล้วค่อยจับคู่กับเนื้อสารที่เหมาะสม
- ร่องแก้มลึกหรือชั้นใกล้กระดูก : มักเลือก Radiesse ที่มีแรงพยุงสูง
- ใต้ตา ร่องน้ำตา หรือผิวบางที่ขยับบ่อย : มักเลือก Juvederm รุ่นเนื้อนุ่ม เช่น Volbella
- ต้องการโครงหน้าที่ขึ้นรูปชัดเจน : Restylane ที่ขึ้นรูปเป็นก้อนชัดมักตอบโจทย์
- ไม่แน่ใจว่าผิวจะเข้ากับเนื้อสารแบบไหน : ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
แต่ระยะเวลาที่อยู่ได้นานกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป สำหรับคนที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์เป็นครั้งแรก การเริ่มจากกรดไฮยาลูโรนิกที่อยู่ได้ไม่นานมากอาจปลอดภัยกว่า เพราะได้ลองดูก่อนว่าผิวเข้ากับเนื้อสารแบบนี้ไหม ส่วนคนที่ไม่อยากฉีดซ้ำบ่อย ๆ Juvederm Voluma ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์อยู่

ผลข้างเคียงที่อาจพบและข้อควรระวัง
การฉีดฟิลเลอร์ทุกชนิดมีขั้นตอนที่คล้ายกัน คืออาจมีรอยแดงหรือบวมช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักดีขึ้นได้เองในเวลาไม่นาน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากผิดปกติหรือปวดต่อเนื่อง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
อีกจุดที่ควรรู้คือ ฟิลเลอร์กลุ่มกรดไฮยาลูโรนิกอย่าง Juvederm และ Restylane สลายได้ด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่ Radiesse ซึ่งเป็นแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ ยังไม่มีตัวสลายโดยตรง จึงต้องพิถีพิถันกับการเลือกตำแหน่งฉีดตั้งแต่แรกมากกว่า สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มฉีดฟิลเลอร์ แพทย์มักแนะนำให้เริ่มจากกลุ่มกรดไฮยาลูโรนิกก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก ควรสอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจ
สรุป
Juvederm และ Restylane อยู่ในกลุ่มกรดไฮยาลูโรนิกแต่มีความหนืดและการขึ้นรูปต่างกัน ส่วน Radiesse เป็นแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ที่มีแรงพยุงสูงแต่สลายเองไม่ได้ การเลือกจึงไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อไหนดีที่สุด แต่อยู่ที่ความหนาของผิว ปริมาณที่ต้องการ และตำแหน่งที่จะฉีดร่วมกัน
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ
Beautystone Clinic เป็นคลินิกความงามจากเกาหลี ตั้งอยู่ย่านฮับจอง กรุงโซล เราจะดูก่อนว่าผิวและตำแหน่งของคุณเหมาะกับเนื้อสารแบบไหน แล้วค่อยเลือกแนวทางร่วมกัน ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หากยังลังเลว่า Juvederm, Restylane หรือ Radiesse แบบไหนเหมาะกับคุณ แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ฉีด Juvederm, Restylane และ Radiesse พร้อมกันในครั้งเดียวได้ไหม?
ได้ค่ะ ถ้าแบ่งตามตำแหน่ง เช่น จมูกใช้ Radiesse ใต้ตาใช้ Juvederm Volbella การฉีดแบบแยกชั้นแยกตำแหน่งแบบนี้ทำกันเป็นปกติ แต่ไม่แนะนำให้ฉีดสองชนิดซ้อนทับกันในจุดเดียวกันค่ะ
Q2. ราคาของฟิลเลอร์แต่ละชนิดต่างกันมากไหม?
ราคาต่อหน่วยของเนื้อสารเองก็ต่างกันอยู่แล้วค่ะ โดยทั่วไป Radiesse และ Juvederm Voluma มักมีราคาสูงกว่า Restylane รุ่นพื้นฐานเล็กน้อย แต่ราคาต่อ 1cc แตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก สิ่งที่สำคัญกว่าปริมาณคือต้องใช้เท่าไหร่ถึงจะพอดี ซึ่งแพทย์จะประเมินให้เป็นรายบุคคลค่ะ
Q3. ถ้าฉีดผิดตำแหน่งหรือไม่พอใจผลลัพธ์ แก้ไขได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์ค่ะ Juvederm และ Restylane เป็นกรดไฮยาลูโรนิก สามารถสลายด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสได้ แต่ Radiesse เป็นแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ ยังไม่มีตัวสลายโดยตรง จึงต้องเลือกตำแหน่งฉีดให้รอบคอบตั้งแต่แรกมากกว่าค่ะ
Q4. เพิ่งฉีดฟิลเลอร์เป็นครั้งแรก ควรเริ่มจากตัวไหนดี?
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม การเลือกกรดไฮยาลูโรนิกที่อยู่ได้ไม่นานมากอาจปลอดภัยกว่าค่ะ เพราะได้ลองดูก่อนว่าผิวเข้ากับเนื้อสารแบบนี้ไหม ก่อนตัดสินใจเลือกตัวที่อยู่ได้นานขึ้นในครั้งถัดไป ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินความเหมาะสมของผิวคุณก่อนเสมอค่ะ




