รีวิว Xeomin: ทำไม 70% ของคนที่ดื้อโบท็อกซ์ถึงกลับมาได้ผลอีกครั้ง
คนที่ฉีดโบท็อกซ์ครั้งที่ 4 แล้วไม่ได้ผล พอเปลี่ยนมาใช้ Xeomin ถึง 70% กลับมาตอบสนองได้อีกครั้ง มาดูเคสจริงจากห้องตรวจกันครับ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ

รีวิว Xeomin กับเหตุผลที่
คนดื้อโบท็อกซ์ 70% กลับมาตอบสนองอีกครั้ง
อังคารที่แล้ว มีคุณผู้หญิงอายุปลาย 40 เข้ามาพบผมที่ห้องตรวจ
บอกว่า "ฉีดโบท็อกซ์แล้วตอนนี้อยู่ได้แค่เดือนเดียวก็หายแล้ว"
ใช้แบรนด์เดิมมาตลอด 3 ปี
ช่วงแรกอยู่ได้ 4 เดือน แต่ค่อยๆ สั้นลงเรื่อยๆ
จนตอนนี้แทบไม่รู้สึกว่าได้ผลเลยครับ
ผมเลยแนะนำให้ลองเปลี่ยนมาใช้ Xeomin ดูครับ
Xeomin ต่างจากโบท็อกซ์ตัวอื่น
ตรงไหนบ้าง
Xeomin คือโบทูลินัมท็อกซิน ชนิด A บริสุทธิ์
ที่ผ่านการกำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกแล้วครับ
ต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นตรงที่ไม่มีโปรตีนป้องกัน
ที่หุ้มอยู่รอบโมเลกุลของท็อกซินครับ
เพราะโปรตีนส่วนนั้นแหละที่เป็นตัวกระตุ้น
ให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาครับ
รายละเอียดส่วนนี้ผมเขียนไว้ในบทความอื่นแล้ว
วันนี้ขอโฟกัสที่รีวิวและเคสจริงเลยนะครับ
ทำไมพอเปลี่ยนมาใช้ Xeomin
ถึงกลับมาได้ผลอีกครั้ง
ข้อมูลเชิงลึกจากหมอวียองจิน
Xeomin เป็นท็อกซินบริสุทธิ์ที่ไม่มีโปรตีนเชิงซ้อน
จึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับคนที่ดื้อต่อโบท็อกซ์ครับ
ในประสบการณ์จริง คนที่เริ่มไม่ตอบสนองต่อโบท็อกซ์ตั้งแต่ครั้งที่ 4
มากกว่า 70% กลับมาตอบสนองได้อีกครั้ง
หลังเปลี่ยนมาใช้ Xeomin แค่ครั้งแรกครับ
ในห้องตรวจ ผมพบผู้ป่วยราว 6–7 คนต่อสัปดาห์
ที่บอกว่า "รู้สึกว่าโบท็อกซ์เริ่มไม่ค่อยได้ผลแล้ว"
ประเด็นหลักอยู่ที่ภูมิต้านทานครับ ในบางรายที่ฉีดโบท็อกซ์ซ้ำๆ
ร่างกายอาจสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนเชิงซ้อนได้
เมื่อภูมิต้านทานนั้นก่อตัวขึ้น ท็อกซินจะถูกทำลาย
ก่อนที่จะไปถึงเส้นประสาท
ทำให้แม้เพิ่มปริมาณก็ยังไม่ได้ผลครับ
คุณผู้หญิงอายุ 43 ปี ที่มาฉีด โบท็อกซ์กราม เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว
พบว่าหลังทำครั้งที่ 4 ผลลัพธ์หายไปภายในเดือนเดียวครับ
พอเปลี่ยนมาใช้ Xeomin ตั้งแต่ครั้งที่ 5
ผลลัพธ์กลับมาอยู่ได้ประมาณ 3 เดือนครึ่งครับ
จากเคสในคลินิกของผม ประมาณ 70%
ของคนที่เปลี่ยนมาใช้ Xeomin กลับมาตอบสนองได้ตั้งแต่ครั้งแรกครับ
อีก 30% ที่เหลือเป็นเคสที่มีตัวแปรอื่นร่วมด้วย
นอกเหนือจากภูมิต้านทาน เช่น ความลึกในการฉีด
หรือการเปลี่ยนแปลงของมวลกล้ามเนื้อครับ
สรุปสำคัญจากหมอวียองจิน
ถ้ารู้สึกว่าผลโบท็อกซ์สั้นลงเรื่อยๆ
ควรลองเปลี่ยนชนิดของท็อกซินก่อน
แทนที่จะรีบเพิ่มปริมาณครับ
Xeomin มีโครงสร้างที่ลดความเสี่ยงในการสร้างภูมิต้านทาน
จึงเป็นตัวเลือกที่ผมแนะนำบ่อยที่สุดสำหรับการเปลี่ยนท็อกซินครับ
ปริมาณ Xeomin แต่ละบริเวณใช้เท่าไหร่
โดยทั่วไปคำนวณปริมาณ Xeomin เทียบกับโบท็อกซ์ (Allergan)
แบบ 1:1 ครับ
แต่สำหรับคนที่เคยได้ผลไม่ดีพอจากโบท็อกซ์
มักพบว่า Xeomin ในปริมาณเท่ากันให้ผลดีกว่าครับ
บริเวณ | ปริมาณมาตรฐาน (unit) | ระยะเวลาที่อยู่ได้ |
ร่องคิ้ว | 16–20U | 3–4 เดือน |
ริ้วรอยหน้าผาก | 10–16U | ประมาณ 3 เดือน |
หางตา (ตีนกา) | 12–24U | ประมาณ 3 เดือน |
โบท็อกซ์กราม | ข้างละ 25–40U | 4–6 เดือน |
กล้ามเนื้อสะบัก (Trapezius) | ข้างละ 50–75U | 4–6 เดือน |
คุณผู้หญิงอายุ 48 ปี ที่ฉีดกล้ามเนื้อสะบักเมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว
ฉีดข้างละ 60U และผลอยู่ได้ประมาณ 5 เดือนครับ
ครั้งนี้ที่กลับมาก็ใช้ปริมาณเดิม
และสัปดาห์แรกก็เริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อเบาลงแล้วครับ
ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณทุกครั้งที่มาทำซ้ำครับ
ถ้าตอบสนองดีตั้งแต่ครั้งแรก
ปริมาณเดิมก็เพียงพอแล้วครับ
3 คำถามที่ถามบ่อยที่สุด
ในห้องตรวจ
Q1. อ่านรีวิว Xeomin แล้วบอกว่า
ผลออกช้า จริงไหมครับ?
จากที่เห็นในห้องตรวจจริงๆ ความต่างไม่ได้มากอย่างที่คิดครับ
โดยทั่วไปเริ่มเห็นผลวันที่ 3–5
และได้ผลเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 2 ครับ
ท็อกซินโดยธรรมชาติเป็นยาที่ออกฤทธิ์ค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้ว
ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองช้ากว่าคนอื่นนะครับ
Q2. แพงกว่าโบท็อกซ์ คุ้มค่าไหมครับ?
ถ้าเพิ่งเริ่มฉีดท็อกซินเป็นครั้งแรก
ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วย Xeomin เลยครับ
แต่ถ้าฉีดซ้ำมาแล้ว 3–4 ครั้งขึ้นไป
หรือรู้สึกว่าผลสั้นลง ให้คิดว่า Xeomin คือ
ตัวช่วยลดภาระด้านภูมิต้านทานในระยะยาวครับ
Q3. Xeomin มีผลข้างเคียงไหมครับ?
ต้องระวังอะไรบ้าง?
ผลข้างเคียงทั่วไปใกล้เคียงกับโบท็อกซ์ครับ
ได้แก่ รอยช้ำ ปวดศีรษะชั่วคราว และในบางรายอาจมีหนังตาตกครับ
กรณีที่บอกว่า "สีหน้าดูผิดธรรมชาติ"
มักไม่ได้เกิดจากตัวยา แต่มาจากตำแหน่ง
และความลึกในการฉีดของผู้ทำหัตถการมากกว่าครับ
ถ้าจะจำไว้สักเรื่องจากบทความนี้
— เมื่อผลโบท็อกซ์เริ่มสั้นลง
ลองเปลี่ยนชนิดท็อกซินมาเป็น Xeomin
ก่อนที่จะเพิ่มปริมาณนะครับ
บทความหน้าจะพูดถึง
'ตัวเลือกถัดไปสำหรับ 30% ที่ยังไม่ตอบสนองแม้ใช้ Xeomin แล้ว'
ไว้ติดตามกันนะครับ
หมอวียองจิน ครับ






