Rejuran กับ Rejuran HB ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกการเลือกให้เหมาะกับผิว
Rejuran และ Rejuran HB เป็นซีรีส์เดียวกันที่ใช้สาร PN จากปลาแซลมอน โดย HB เติมกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปเพื่อเสริมความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูให้กับผิว

เคยไหมคะ ที่กำลังหาข้อมูลเรื่อง Rejuran อยู่ดี ๆ ก็เจอชื่อ Rejuran HB โผล่ขึ้นมาด้วย จนเริ่มสับสนว่าทั้งสองเป็นหัตถการคนละแบบ หรือเป็นเพียงเวอร์ชันที่ต่างกันของผลิตภัณฑ์เดียวกัน คำถามที่หลายคนถามเข้ามาบ่อยที่สุดในห้องปรึกษาคือ "Rejuran ธรรมดากับ HB ต่างกันตรงไหน" ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนลังเลก่อนตัดสินใจ
คำตอบสั้น ๆ คือ ทั้งสองเป็นซีรีส์เดียวกันที่ใช้สารสกัดจากปลาแซลมอนตัวเดียวกัน จุดที่ต่างกันอยู่ที่ "เติมอะไรเข้าไปเพิ่ม" มากกว่าจะเป็นคนละหัตถการ บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความแตกต่างของ Rejuran กับ Rejuran HB พร้อมแนะนำแนวทางการเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน ไปดูกันเลยค่ะ
Rejuran คืออะไร? สกินบูสเตอร์จากปลาแซลมอน
Rejuran (รีจูรัน) คือสกินบูสเตอร์ที่นำสารโพลีนิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide: PN)* ซึ่งสกัดและทำให้บริสุทธิ์จาก DNA ของปลาแซลมอน มาฉีดเข้าสู่ผิว เพื่อกระตุ้นให้ผิวฟื้นฟูตัวเองจากภายใน โดยทั่วไปสาร PN จะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจน จึงมีส่วนช่วยดูแลเรื่องความเรียบเนียนและความยืดหยุ่นของผิว
โพลีนิวคลีโอไทด์ (PN)* : สารที่สกัดและทำให้บริสุทธิ์จาก DNA ของปลาแซลมอน เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวจะช่วยกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ ในทิศทางที่ส่งเสริมการฟื้นฟูตัวเองของผิวและปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น
เมื่อมีผลิตภัณฑ์ที่ต่อท้ายด้วย "HB" ออกมา ข้อมูลเรื่องว่าทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกันหรือเป็นเวอร์ชันอัปเกรดจึงเริ่มปะปนกัน เราจะเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าทั้งสองมีอะไรเหมือนกัน และแยกทางกันตรงจุดไหน

Rejuran HB คืออะไร? สูตรที่เติมกรดไฮยาลูโรนิก
หากพูดถึงแก่นสำคัญ ทั้ง Rejuran และ Rejuran HB ใช้สารหลักตัวเดียวกัน จากงานวิจัยที่ระบุว่าสารกลุ่มโพลีนิวคลีโอไทด์ช่วยส่งเสริมการเคลื่อนที่ของเซลล์และการสร้างหลอดเลือด ทำให้ผิวที่บาดเจ็บฟื้นตัวได้เร็วขึ้น พบว่ากลไกที่สารตัวนี้เข้าไปกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ในผิวนั้นเกิดขึ้นเหมือนกันในทั้งสองผลิตภัณฑ์ ความต่างจึงอยู่ที่ว่าเติมอะไรเข้าไปเพิ่ม
Rejuran HB คือสูตรที่นำโพลีนิวคลีโอไทด์มาผสมกับกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA)* เข้าไปด้วย เช่นเดียวกับงานวิจัยที่พบว่าสูตรผสมระหว่างกรดไฮยาลูโรนิกกับโพลีนิวคลีโอไทด์ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ความอิ่มฟู และการฟื้นฟูไปพร้อมกัน โครงสร้างของ HB จึงเป็นแบบที่สารสองตัวแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยทิศทางของการฟื้นฟูยังเหมือนเดิม แต่มีความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูเพิ่มเข้ามา
กรดไฮยาลูโรนิก (HA)* : สารให้ความชุ่มชื้นที่มีอยู่ในผิวตามธรรมชาติ ทำหน้าที่อุ้มน้ำไว้ในผิว จึงให้ความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูเล็กน้อยในทิศทางที่เติมเต็มผิว
เปรียบเทียบความต่างของ Rejuran กับ Rejuran HB
ในหัวข้อนี้เราจะสรุปความต่างของทั้งสองแบบเป็นข้อ ๆ ให้เห็นภาพชัดขึ้น จุดต่างที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ "เติมอะไรเข้าไปด้วย" เพียงจุดเดียว ไม่ได้เป็นหัตถการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
| หัวข้อ | Rejuran | Rejuran HB |
|---|---|---|
| สารหลัก | โพลีนิวคลีโอไทด์ (PN) | PN + กรดไฮยาลูโรนิก (HA) |
| เป้าหมายหลัก | ฟื้นฟูความเรียบเนียนและความยืดหยุ่น | ฟื้นฟู + เพิ่มความชุ่มชื้นและอิ่มฟู |
| ความรู้สึกที่ได้ | ผิวเนียนขึ้นทีละน้อย | ชุ่มชื้นและดูเติมเต็มขึ้น |
| เหมาะกับผิว | กังวลเรื่องผิวไม่เรียบและความยืดหยุ่น | กังวลเรื่องผิวแห้งและดูโทรม |
| สัมผัสตอนฉีด | ค่อนข้างเบา | มีความหนืด อาจรู้สึกแน่นกว่า |
จากตารางจะเห็นว่าทั้งสองไม่ใช่ "หัตถการคนละอย่าง" แต่เป็นเรื่องของ "จะเติมความชุ่มชื้นเข้าไปในสารฟื้นฟูตัวเดียวกันหรือไม่" ดังนั้นทิศทางของการฟื้นฟู ซึ่งก็คือการกระตุ้นผิวให้ซ่อมแซมตัวเองจึงเหมือนกัน ส่วนที่ต่างคือความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูที่ผู้รับบริการจะสัมผัสได้

ผลลัพธ์ ระยะพักฟื้น และความต่างที่รู้สึกได้
โพลีนิวคลีโอไทด์เป็นสารที่ค่อย ๆ กระตุ้นการฟื้นฟูภายในผิว ผลลัพธ์ของทั้งสองผลิตภัณฑ์จึงมักไม่ได้มาในครั้งเดียว แต่ค่อย ๆ ปรากฏภายในเวลาหลายสัปดาห์ โดยความเรียบเนียนและความยืดหยุ่นจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อทำต่อเนื่องหลายครั้ง ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง โดยทั่วไปหลายคนเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของความยืดหยุ่นได้ราวสัปดาห์ที่ 4
จุดที่รู้สึกถึงความต่างได้คือช่วงไม่กี่วันหลังทำ เนื่องจาก HB มีกรดไฮยาลูโรนิกผสมอยู่ จึงอาจให้ความรู้สึกชุ่มชื้นและดูเติมเต็มได้ค่อนข้างเร็วตั้งแต่หลังทำ ในทางกลับกัน Rejuran ธรรมดาจะเน้นไปที่การค่อย ๆ ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นเมื่อทำซ้ำหลายครั้ง มากกว่าความอิ่มฟูแบบทันที ความรู้สึกในช่วงแรกจึงค่อนข้างเรียบ ๆ
ในด้านระยะพักฟื้น ทั้งสองผลิตภัณฑ์กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว บริเวณที่ฉีดอาจมีตุ่มนูนเล็ก ๆ รอยแดง หรือรอยช้ำ ซึ่งมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม HB มีความหนืด จึงอาจทำให้บริเวณที่ฉีดรู้สึกแน่นกว่าเล็กน้อย หากมีนัดสำคัญ ควรเผื่อเวลาไว้สักสองสามวัน และหากมีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ผลข้างเคียง ข้อควรระวัง และใครที่เหมาะกับ Rejuran
แม้จะเป็นซีรีส์เดียวกัน แต่การเลือกก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน โดยผู้ที่กังวลเรื่องผิวไม่เรียบและความยืดหยุ่นเป็นหลักมักเหมาะกับ Rejuran ธรรมดา ส่วนผู้ที่กังวลเรื่องผิวแห้งและดูโทรมอาจเหมาะกับ HB มากกว่า อย่างไรก็ตาม มีบางกลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อน ได้แก่
- ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์
- ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลคีลอยด์หรือแผลเป็นนูนง่าย
- ผู้ที่มีการติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณที่จะฉีด
นอกจากนี้ ก่อนเข้ารับบริการควรเตรียมข้อมูลบางอย่างไว้ เพื่อให้การปรึกษาในวันนั้นราบรื่นขึ้น เช่น ปัญหาผิวหลักของคุณคือเรื่องความเรียบเนียนหรือความชุ่มชื้น ตารางเวลาที่จะพักฟื้น และหัตถการอื่นที่ทำอยู่ เช่น เลเซอร์หรือการยกกระชับ ซึ่งลำดับการทำควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ สำหรับการดูแลผิวช่วงก่อน-หลัง แนะนำให้เน้นการบำรุงความชุ่มชื้นแบบเรียบง่าย และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่รุนแรงในช่วงแรก
สรุป Rejuran กับ Rejuran HB เลือกอย่างไรดี
โดยสรุป Rejuran และ Rejuran HB เป็นซีรีส์เดียวกันที่มีโพลีนิวคลีโอไทด์จากปลาแซลมอนเป็นแก่นหลัก ทิศทางของการฟื้นฟูเหมือนกัน ต่างกันที่ HB เติมกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปเพื่อเสริมความชุ่มชื้นและความอิ่มฟู หากปัญหาหลักคือความเรียบเนียนและความยืดหยุ่น Rejuran ธรรมดาก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะ แต่หากกังวลเรื่องผิวแห้งและดูโทรม HB อาจตอบโจทย์มากกว่า
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลว่าระหว่าง Rejuran ธรรมดากับ HB แบบไหนเหมาะกับผิวของคุณ ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล สามารถปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอเพื่อดูสภาพผิวไปพร้อมกันได้เลยนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. Rejuran HB ให้ผลลัพธ์ดีกว่า Rejuran ธรรมดาแน่นอนไหม?
ไม่ใช่ว่า HB จะดีกว่าเสมอไปค่ะ แต่เป็นสูตรที่เติมกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไปในสารฟื้นฟูตัวเดียวกัน เพื่อดูแลเรื่องความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูไปด้วย หากปัญหาหลักคือความเรียบเนียนและความยืดหยุ่น Rejuran ธรรมดาก็เหมาะ ส่วนคนที่กังวลเรื่องผิวแห้งและดูโทรมมักเหมาะกับ HB มากกว่า แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อดูสภาพผิวก่อนเลือก
Q2. จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?
เนื่องจากโพลีนิวคลีโอไทด์เป็นสารที่กระตุ้นการฟื้นฟูของผิวเอง การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจึงมักค่อย ๆ ปรากฏภายในหลายสัปดาห์ HB จะให้ความรู้สึกชุ่มชื้นได้ค่อนข้างเร็วตั้งแต่หลังทำเพราะมีกรดไฮยาลูโรนิก ส่วนการเปลี่ยนแปลงเรื่องความยืดหยุ่นหลายคนเริ่มรู้สึกได้ราวสัปดาห์ที่ 4 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
Q3. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเหมาะ?
โดยทั่วไปหลายคนมองว่าประมาณ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง เป็นหนึ่งชุด เพราะเป็นหัตถการที่ค่อย ๆ เสริมการฟื้นฟูของผิวมากกว่าจะจบในครั้งเดียว จำนวนครั้งที่เหมาะสมแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลตามสภาพผิวและการตอบสนองของคุณค่ะ
Q4. หลังทำมีรอยช้ำ ผิดปกติไหม?
รอยช้ำจาง ๆ หรือตุ่มนูนเล็ก ๆ บริเวณที่ฉีดเป็นอาการที่พบได้บ่อย และมักหายได้เองภายในไม่กี่วันค่ะ HB มีความหนืด จึงอาจทำให้บริเวณที่ฉีดรู้สึกแน่นกว่าเล็กน้อย แต่หากอาการค่อย ๆ แย่ลง หรือมีอาการร้อนและปวดเพิ่มขึ้น ควรรีบติดต่อแพทย์ที่ทำหัตถการให้








