สำหรับคนอายุปลาย 30 ที่อยากยกกระชับแบบไม่เจ็บ — เรื่องของ LDM Water Drop
ลิฟติ้ง

LDM Water Drop ต้องทำกี่ครั้ง? ทุก 2 สัปดาห์ 4-5 ครั้ง และเหตุผล

แยกให้ชัดก่อนว่ากำลังรอผลเรื่องอาการบวมแดง หรือรอผลเรื่องความยืดหยุ่น

ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ
สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้

  · อาการบวมและผื่นแดงมักดีขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งแรก แต่ความยืดหยุ่นไม่ใช่
  · ส่วนใหญ่ต้องถึงครั้งที่ 3 จึงจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
  · รอบที่มักแนะนำคือทุก 2 สัปดาห์ ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วจึงประเมินใหม่
  · ถ้าผิวหย่อนคล้อยชัดเจนแล้ว LDM เพียงอย่างเดียวมักไม่ใช่คำตอบ

LDM Water Drop มักแนะนำให้ทำทุก 2 สัปดาห์ ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วจึงประเมินผลอีกครั้งค่ะ เหตุผลที่ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องอ่อนแรง แต่อยู่ที่ว่าสิ่งที่คุณกำลังรออยู่คืออะไร

เพราะ LDM ให้ผลสองแบบที่มาคนละจังหวะกัน อาการบวมและผื่นแดงมักเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ส่วนความยืดหยุ่นและสภาพผิวต้องใช้เวลาสะสม บทความนี้จะไล่ไปทีละขั้นว่าอะไรควรเห็นเมื่อไหร่ ควรประเมินตอนไหน และเมื่อไหร่ที่ควรกลับมาปรึกษาแทนที่จะทำต่อ ทั้งนี้ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ

ทำครั้งเดียวเห็นผลไหม? แยกให้ชัดก่อนว่ารออะไรอยู่

หลักการทำงานของ LDM Water Drop Lifting

คำตอบสั้น ๆ คำเดียวตอบยากค่ะ เพราะต้องแยกก่อนว่ากำลังพูดถึงผลด้านไหน ถ้าเป็นเรื่องการลดอาการบวมและผื่นแดง หลายคนทำครั้งเดียวก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในกระจกได้ในวันนั้นเลย

แต่ถ้าเป็นเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่นและปรับสภาพผิว เรื่องนี้ต่างออกไป ส่วนใหญ่ต้องถึงครั้งที่ 3 จึงจะรู้สึกได้ด้วยตัวเอง คนที่ทำครั้งเดียวแล้วบอกว่าไม่แตกต่างเลย จริง ๆ มีประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ตอบสนอง แต่แปลว่ายังไม่ถึงจังหวะที่จะประเมิน

เหตุผลอยู่ที่กลไกค่ะ LDM ย่อมาจาก Local Dynamic Micromassage เป็นเครื่องที่ยิงคลื่นอัลตราซาวด์สองความถี่สลับกันอย่างรวดเร็ว ไม่ได้รวมความร้อนไว้ที่จุดเดียวเพื่อทำให้เนื้อเยื่อแข็งตัวแบบ HIFU แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงแรงดันเล็ก ๆ ระหว่างเซลล์ เพื่อกระตุ้นระบบน้ำเหลืองและ extracellular matrix

ถ้า HIFU ทั่วไปคือเตารีดร้อน LDM ก็คือเครื่องนวดสั่น การนวดสั่นให้ผลด้านการระบายและปลอบประโลมได้ไว แต่การสร้างความยืดหยุ่นเป็นงานสะสม จึงต้องนับเป็นคอร์ส ไม่ใช่นับเป็นครั้ง

รอบที่มักแนะนำ: ทุก 2 สัปดาห์ 4-5 ครั้ง แล้วประเมินใหม่

รอบที่มักแนะนำคือทุก 2 สัปดาห์ ประมาณ 4-5 ครั้งค่ะ ระยะห่างนี้ไม่ได้ตั้งไว้ลอย ๆ แต่ตั้งไว้เพื่อให้ผิวได้สะสมการตอบสนองระหว่างครั้ง แล้วเรามีจุดให้เทียบว่าดีขึ้นจริงหรือไม่

เวลาไล่ตามตารางนี้ ให้ดูทีละช่วงแบบนี้ค่ะ

  • ครั้งที่ 1 — ดูที่อาการบวมและผื่นแดงเป็นหลัก หลายคนเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ในวันเดียวกัน
  • ครั้งที่ 2 — ยังไม่ใช่จุดตัดสิน ให้สังเกตว่าผิวสงบลงเร็วขึ้นหรือไม่
  • ครั้งที่ 3 — จุดที่คนส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกถึงความยืดหยุ่นด้วยตัวเอง เป็นจังหวะที่ควรถ่ายรูปเทียบ
  • ครั้งที่ 4-5 — ประเมินรวมว่าควรเว้นระยะให้ห่างขึ้น หรือควรทบทวนแผนใหม่ทั้งหมด

หลักการปรับรอบหลังจบคอร์สเรียบง่ายค่ะ ถ้าผลอยู่ตัวดีก็ค่อย ๆ ยืดระยะห่างออกไป ถ้ารู้สึกว่าถอยกลับเร็วก็ดึงระยะให้ถี่ขึ้น การนัดหมายจึงควรตามการตอบสนองของผิว ไม่ใช่ตามปฏิทินอย่างเดียว และจำนวนครั้งที่เหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

การสลับสองความถี่ของ LDM

ทำครบแล้วยังไม่รู้สึก? ลองเช็กว่าปัญหาอยู่ชั้นไหน

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้ง แต่อยู่ที่ว่าเรากำลังใช้เครื่องมือกับชั้นผิวที่ไม่ตรงกับปัญหาค่ะ นี่เป็นสาเหตุที่พบบ่อยเมื่อทำครบคอร์สแล้วยังรู้สึกไม่ถึงเป้า

เคยมีคนไข้อายุ 48 ปีมาที่คลินิกและขอให้ช่วยยกแก้มที่หย่อนด้วย LDM Water Drop แต่เมื่อตรวจดูจริง ๆ พบว่าชั้น SMAS ยืดออกไปมากแล้ว ในเคสแบบนี้ LDM เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นคำตอบ วันนั้นจึงไม่แนะนำให้ทำ LDM แต่ปรึกษาเรื่องการใช้อัลเทอร่าร่วมกับการเติมบริเวณ mid-face แทน

วิธีแยกแบบง่าย ๆ คือถามตัวเองว่าปัญหาคือหย่อนหรือยุบ ถ้าเป็นความหย่อนคล้อยของชั้นลึก สิ่งที่ต้องการคือการหดรัดชั้น SMAS ซึ่งเป็นงานของ HIFU ถ้าเป็นบริเวณที่ยุบลงไป การเติมกลับคืนคืองานของฟิลเลอร์ ส่วน LDM ทำงานกับความยืดหยุ่นและสภาพของผิวชั้นที่ตื้นกว่านั้น

เมื่อแยกได้แบบนี้ การรวมโปรแกรมก็ไม่ใช่การขายเพิ่ม แต่เป็นการวางเครื่องมือให้ตรงชั้น และ LDM ยังมีที่ทางของตัวเองอยู่ในแผนนั้น เพียงแต่ไม่ใช่ตัวเอกเพียงลำพัง

กลไกการสั่นสะเทือนของ LDM

ใครเหมาะ และใครที่ไม่ควรทำ LDM อย่างเดียว

ก่อนจองคอร์ส ลองดูว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของตารางนี้ค่ะ จะช่วยให้ตั้งความคาดหวังได้ตรงตั้งแต่ครั้งแรก

กลุ่มผู้ใช้ความเหมาะสมเหตุผล
อายุปลาย 20 ถึงต้น 30 ปี เริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นเหมาะที่สุดกระตุ้นชั้นหนังแท้ให้สังเคราะห์คอลลาเจน
มีอาการบวมและผื่นแดงหลังทำหัตถการเหมาะที่สุดช่วยระบายน้ำเหลืองและปลอบประโลมผิว
ผิวบอบบาง มีผื่นแดง ทน HIFU ไม่ได้แนะนำกระตุ้นได้โดยไม่มีความเสียหายจากความร้อน
อายุปลาย 40 ขึ้นไป มีผิวหย่อนคล้อยชัดเจนไม่แนะนำเพียงอย่างเดียวหดรัดชั้น SMAS ได้ยาก จึงแนะนำให้ใช้คู่กับ HIFU
ต้องการเห็นผลกรอบหน้าทันทีไม่แนะนำผลลัพธ์จะสะสมและค่อยเป็นค่อยไป

สองแถวล่างไม่ได้แปลว่า LDM ไม่ดี แต่แปลว่าโจทย์ไม่ตรงกัน ถ้าคาดหวังการเปลี่ยนแปลงอย่างดราม่าตั้งแต่ครั้งแรก การนับรอบทุก 2 สัปดาห์จะกลายเป็นความผิดหวังสะสมแทนค่ะ

คู่มือ LDM Water Drop แยกตามกลุ่มผู้ใช้

ที่ Beautystone ย่านฮับจอง เราปรับรอบกันอย่างไร

ดร.คิม แดเนียล ฮาวอน จะประเมินผลของครั้งก่อนก่อนเสมอ แล้วจึงตัดสินใจว่าครั้งถัดไปควรห่างเท่าไหร่ ถ้าอาการบวมแดงสงบลงเร็วขึ้นและความยืดหยุ่นเริ่มอยู่ตัว ก็ยืดระยะออก ถ้าถอยกลับเร็ว ก็ดึงให้ถี่ขึ้น การจดว่าครั้งก่อนทำอะไรและผิวตอบสนองอย่างไร ทำให้ครั้งถัดไปเป็นการต่อยอด ไม่ใช่การเริ่มใหม่

เวลามาปรึกษา ลองถามสี่ข้อนี้ดูนะคะ จะช่วยให้เห็นภาพคอร์สทั้งหมดตั้งแต่ต้น

  • จากสภาพผิวตอนนี้ ควรวางไว้กี่ครั้ง และประเมินผลตอนครั้งที่เท่าไหร่
  • สิ่งที่ควรเห็นหลังครั้งแรกคืออะไร และสิ่งที่ยังไม่ควรคาดหวังคืออะไร
  • ปัญหาของฉันอยู่ชั้นไหน และ LDM เพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่
  • หลังจบคอร์สแล้ว ควรเว้นระยะเท่าไหร่จึงกลับมาประเมินอีกครั้ง

ผลลัพธ์และจำนวนครั้งที่เหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ หากทำไปสองสามครั้งแล้วยังไม่แน่ใจว่าควรไปต่อหรือปรับแผน อย่าเพิ่งหยุดเงียบ ๆ ลองกลับมาให้ประเมินก่อน Beautystone เป็นคลินิกผิวหนังย่านฮับจอง ปรึกษาผ่าน LINE ได้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ LDM Water Drop

คำถามที่พบบ่อย

ผิวบอบบางและแดงง่าย ทำ LDM ได้ไหม

เป็นกลุ่มที่แนะนำได้ค่ะ เพราะ LDM กระตุ้นผิวด้วยการเปลี่ยนแปลงแรงดันขนาดเล็กระหว่างเซลล์ ไม่ได้ใช้ความร้อนรวมที่จุดเดียวแบบ HIFU จึงกระตุ้นได้โดยไม่มีความเสียหายจากความร้อน สำหรับคนที่ทน HIFU ไม่ไหว นี่จึงเป็นทางเลือกที่พอเป็นไปได้ แต่ควรให้แพทย์ประเมินก่อนเริ่ม

ทำ LDM หลังทำหัตถการอื่นได้ไหม

กรณีที่มีอาการบวมและผื่นแดงหลังทำหัตถการ ถือเป็นกลุ่มที่ LDM เหมาะที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะช่วยระบายน้ำเหลืองและปลอบประโลมผิว อย่างไรก็ตาม จังหวะที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่าเพิ่งทำหัตถการอะไรมาและผิวอยู่ในสภาพไหน จึงควรให้คลินิกที่ดูแลอยู่เป็นผู้กำหนดเวลาให้ค่ะ

LDM เจ็บไหม ต้องพักฟื้นกี่วัน

โดยทั่วไปแทบไม่มีความเจ็บปวดและช่วงพักฟื้น เพราะกลไกเป็นการนวดสั่นสะเทือนด้วยคลื่นอัลตราซาวด์สองความถี่ ไม่ใช่การรวมความร้อนเพื่อให้เนื้อเยื่อแข็งตัว หลายคนจึงทำเป็นคอร์สทุก 2 สัปดาห์ได้โดยไม่กระทบตารางชีวิต แต่ความรู้สึกแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

อยากเห็นกรอบหน้าเปลี่ยนทันที LDM ตอบโจทย์ไหม

ถ้าเป้าหมายคือการเห็นกรอบหน้าเปลี่ยนทันที LDM ไม่ใช่ตัวเลือกที่แนะนำค่ะ เพราะผลลัพธ์จะสะสมและค่อยเป็นค่อยไป และหากมีผิวหย่อนคล้อยชัดเจนแล้ว การหดรัดชั้น SMAS ทำได้ยากด้วยเครื่องนี้เพียงอย่างเดียว กรณีแบบนั้นมักแนะนำให้ใช้คู่กับ HIFU มากกว่า

บทความแนะนำ

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?

สามบรรทัดทุกเช้ากับรูปสามชุด ก่อนทำ วันที่ 2 และวันที่ 7 ช่วยแยกอาการที่กำลังดีขึ้นออกจากอาการที่ควรแจ้งคลินิกหลังทำ Ulthera

Ulthera เจ็บไหม? เล่าจุดที่เคยเจ็บและคะแนนให้คุณหมอฟังก่อนทำลิฟติ้ง

Ulthera เจ็บไหม? เล่าจุดที่เคยเจ็บและคะแนนให้คุณหมอฟังก่อนทำ

เคยเจ็บตรงไหน กี่คะแนน และเคยใช้ยาชาแบบไหน สามเรื่องนี้ช่วยให้คุณหมอเลือกครีมชา ยาชาแบบฉีด หรือแบบให้หลับได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำ Ulthera

บทความล่าสุด

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?

สามบรรทัดทุกเช้ากับรูปสามชุด ก่อนทำ วันที่ 2 และวันที่ 7 ช่วยแยกอาการที่กำลังดีขึ้นออกจากอาการที่ควรแจ้งคลินิกหลังทำ Ulthera

CellREDM ราคา: ฉีดใต้ตากับทั้งหน้า ต้องเทียบปริมาณยังไง?ผิวหนัง

CellREDM ราคา: ฉีดใต้ตากับทั้งหน้า ต้องเทียบปริมาณยังไง?

ราคา CellREDM ต่อ 1 ครั้งเทียบตรง ๆ ไม่ได้ ใต้ตากับทั้งหน้าใช้ปริมาณต่างกัน ดูวิธีจับ mL ผงกี่ mg และจำนวนครั้งให้ตรงกันก่อนดูยอดรวมค่ะ

Ulthera เจ็บไหม? เล่าจุดที่เคยเจ็บและคะแนนให้คุณหมอฟังก่อนทำลิฟติ้ง

Ulthera เจ็บไหม? เล่าจุดที่เคยเจ็บและคะแนนให้คุณหมอฟังก่อนทำ

เคยเจ็บตรงไหน กี่คะแนน และเคยใช้ยาชาแบบไหน สามเรื่องนี้ช่วยให้คุณหมอเลือกครีมชา ยาชาแบบฉีด หรือแบบให้หลับได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำ Ulthera

Skinvive กับ Belotero Revive ต่างกันยังไง ผิวหยาบหรือแห้งเลือกตัวไหน?ผิวหนัง

Skinvive กับ Belotero Revive ต่างกันยังไง ผิวหยาบหรือแห้งเลือกตัวไหน?

Skinvive และ Belotero Revive ฉีด HA เป็นหยดเล็ก ๆ ในชั้นหนังแท้เหมือนกัน แต่ส่วนผสมเสริม ปริมาณ HA และจำนวนครั้งต่างกัน ลองดูว่าผิวหยาบหรือผิวแห้งของคุณใกล้กับงานวิจัยไหน

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors