หยุดให้นมแล้ว จองคิว Thermage ได้เลยไหม? เช็กก่อนเสียเที่ยว
คำตอบว่าจองคิวได้หรือยัง ไม่ได้วัดกันที่จำนวนเดือนหลังคลอด แต่วัดกันที่ฮอร์โมนกับร่างกายเข้าที่แล้วหรือยัง ลองไล่เช็กตัวเองจากตารางในบทความก่อนตัดสินใจนะคะ
เคยไหมคะ ลูกเริ่มโตพอให้เรามีเวลาหายใจบ้างแล้ว ส่องกระจกทีไรก็รู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเท่าเดิม หลายคนจึงเปิดหาคิวทันทีที่เลิกให้นม แล้วมาค้างอยู่ตรงคำถามเดียวกันว่า ตอนนี้ทักไปจองได้เลยหรือเปล่า
จริง ๆ แล้วสิ่งที่ชี้ขาดไม่ใช่ตัวเลขว่าคลอดมากี่เดือน แต่เป็นว่าฮอร์โมนกับสภาพผิวกลับเข้าที่แล้วหรือยัง บทความนี้เราจะชวนคุณไล่เช็กว่าตอนนี้ยืนอยู่ตรงไหน มีความเชื่อผิด ๆ ข้อไหนที่พาให้เลือกจังหวะพลาด และควรถือข้อมูลอะไรไปคุยกับคุณหมอค่ะ
ตอนนี้คุณอยู่ช่วงไหน? ไล่เช็กก่อนกดจองคิว
คำตอบสั้น ๆ คือ ดูจากจุดที่ร่างกายยืนอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่ดูจากปฏิทินอย่างเดียว ลองหาแถวของตัวเองข้างล่างนี้ก่อน แล้วค่อยชั่งใจว่าจะทักไปนัดเลย หรือขอเวลาอีกสักพัก
| สถานะตอนนี้ | แนวทางคร่าว ๆ | จุดที่หมอจะดูเพิ่ม |
|---|---|---|
| ตั้งท้องอยู่ หรือยังไม่แน่ใจว่าท้อง | พักแผนไว้ก่อน ยังไม่ใช่จังหวะ | ควรบอกไว้แม้ผลยังไม่ยืนยัน |
| ยังให้นมลูกอยู่ | รอจนเลิกให้นมจริง ๆ เสียก่อน | ยาชาแบบทาบางตัวมีข้อจำกัดตอนนี้ |
| เลิกให้นมแล้ว | เผื่อเวลาราว 1–2 เดือน ให้ Prolactin ค่อย ๆ กลับสู่ระดับเดิม | ความนิ่งของฮอร์โมนกับสภาพผิว |
| คลอดเองและไม่ได้ให้นม | เผื่อเวลาราว 2–3 เดือน เพื่อให้ฮอร์โมนนิ่ง | ภาพรวมการฟื้นตัวของร่างกาย |
| ผ่าคลอด (Caesarean) | รอจนแผลปิดสนิทเสียก่อน | ให้หมอดูว่าฟื้นพอหรือยัง |
ตัวเลขในตารางเป็นแค่กรอบคร่าว ๆ ไม่ใช่กติกาตายตัวนะคะ บางคนพร้อมไวกว่านั้น บางคนต้องขอเวลามากกว่านั้น แล้วแต่สภาพร่างกายกับการพักฟื้นของแต่ละคน ซึ่งหมอจะดูเป็นรายคนไปค่ะ
3 ความเชื่อผิด ๆ ที่ทำให้หลายคนเลือกจังหวะพลาด
ในห้องปรึกษา สิ่งที่พาให้หลายคนตัดสินใจผิดจังหวะ มักเป็นความเข้าใจที่เพี้ยนไปสามข้อนี้
- ข้อ 1 : หมอสั่งให้รอ แปลว่ามันอันตรายแน่ ๆ — เหตุผลที่แท้จริงคือยังไม่มีการศึกษาที่ทดลองความปลอดภัยกับคนท้องโดยตรง พอไม่มีข้อมูลในกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ แนวทางของวงการแพทย์คือกันไว้ก่อน หรือหลัก precautionary principle นั่นเอง
- ข้อ 2 : คลอดแล้วก็กลับมาทำได้ทันที — ช่วงหลังคลอดฮอร์โมนยังแกว่ง สภาพผิวกับเนื้อเยื่อจึงยังไม่กลับมาเป็นแบบเดิม ภาพผิวที่เห็นในวันนั้นยังไม่ใช่ภาพจริงที่จะเอามาวางแผน
- ข้อ 3 : ไม่ต้องฉีดยาชา เลยไม่มีอะไรต้องห่วงตอนให้นม — ตัวหัตถการไม่ต้องฉีดยาชาก็จริง แต่บางโปรโตคอลจะมียาชาแบบทา (Topical Anesthetic) เข้ามาเกี่ยว และบางตัวมีข้อจำกัดในคนที่ให้นมอยู่ ตรงนี้ต้องให้หมอประเมินทีละเคสค่ะ
จุดร่วมของทั้งสามข้อคือ เรื่องนี้ไม่ได้ตัดสินกันด้วยคำว่าได้หรือไม่ได้ แต่ตัดสินกันด้วยจังหวะเวลา ซึ่งเลื่อนได้ และไม่ได้แปลว่าต้องล้มแผนทิ้ง
รีบทำตอนร่างกายยังไม่พร้อม แล้วเสียอะไรบ้าง?
ขอเล่าหลักการสั้น ๆ ก่อนค่ะ ตัวเครื่อง Thermage FLX ทำงานโดยปล่อยความร้อนจากคลื่นวิทยุชนิด Monopolar RF ลงไปที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) และไขมันใต้ผิว ความร้อนนั้นทำหน้าที่เหมือนสัญญาณปลุก ให้ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) หรือเซลล์ที่คอยผลิตเส้นใย ทยอยขึ้นคอลลาเจนชุดใหม่ พูดง่าย ๆ คือผลที่เห็นมาจากแรงซ่อมของร่างกายเราเอง
พอผลผูกอยู่กับการทำงานของร่างกาย ช่วงที่ร่างกายยังปรับตัวอยู่จึงไม่ใช่ช่วงที่ได้เปรียบ สิ่งที่มักหลุดมือไปมีดังนี้
- แผนที่วางไว้อาจคลาดจากของจริง เพราะฮอร์โมนยังแกว่ง ผิวที่ประเมินในวันนั้นจึงยังไม่นิ่ง
- ผิวตอบสนองต่อความร้อนไวกว่าเดิม ความไม่สบายระหว่างทำจึงอาจแรงกว่าที่คิด โดยเฉพาะในไตรมาสที่สองกับสาม
- การไหลเวียนเลือดที่เปลี่ยนไปทำให้เนื้อเยื่อตอบสนองต่างจากเดิม คาดเดาผลได้ยากขึ้น
- เสี่ยงเจอผลข้างเคียงมากกว่าตอนร่างกายปกติ ขณะที่ผลที่ได้ก็อาจไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น
ลองคิดเป็นเงินกับเวลาดูนะคะ การเผื่ออีกหนึ่งถึงสองเดือน มักคุ้มกว่าการเร่งทำในวันที่ยังอ่านอะไรได้ไม่ชัด ยิ่งพลังงานที่ปล่อยเข้าไปค่อนข้างแรงและกินพื้นที่กว้าง ก็ยิ่งควรเลือกวันที่ร่างกายอยู่ในสภาพดีของตัวเอง ทั้งนี้ผลที่ได้ของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ
ก่อนเข้าห้องปรึกษา ต้องเล่าอะไรให้คุณหมอฟังบ้าง?
คำตอบเฉพาะตัวของคุณเกิดในห้องปรึกษา ไม่ได้เกิดในบทความ และความแม่นของคำตอบขึ้นกับข้อมูลที่เล่าให้ครบ ลองจดหัวข้อพวกนี้ติดมือไปด้วยค่ะ
- ตั้งท้องอยู่ หรือยังไม่แน่ใจว่าท้อง แม้ยังไม่ได้ตรวจยืนยัน
- ยังให้นมลูกอยู่ หรือเพิ่งเลิกให้นมได้ไม่นาน
- ใส่อุปกรณ์ช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจ เช่น Pacemaker หรือมีโลหะฝังอยู่แถวหน้ากับคอ
- เคยมีอาการแพ้ยาชา หรือแพ้สารที่ใช้ระหว่างทำ
- มีแผลติดเชื้อ ผื่นแดง หรืออาการอักเสบตรงจุดที่จะลง
- รักษาโรคผิวหนังบางอย่างอยู่ หรือใช้ยาบางกลุ่มอยู่ในตอนนี้
สำหรับคนที่ไม่ติดข้อห้ามด้านความปลอดภัย โอกาสเจอผลข้างเคียงถือว่าต่ำค่ะ อาการที่พบบ่อยคือผิวแดงหรือบวมนิดหน่อย ส่วนใหญ่ค่อย ๆ ยุบเองใน 1–3 วัน แต่ถ้าเจออาการที่ผิดไปจากนี้ อย่ารอดูอาการเอง ควรกลับไปให้แพทย์ตรวจทันทีนะคะ
ใครที่อยากอ่านต่อในเชิงวิชาการ บนฐานข้อมูล PMC มีทั้งงานที่ดูความปลอดภัยของการใช้คลื่น RF ในงานผิวหนัง และงานที่ศึกษาว่าฮอร์โมนตอนตั้งท้องเปลี่ยนสภาพผิวไปอย่างไรค่ะ
ระหว่างรอ ดูแลผิวยังไงให้ไม่เสียเวลาเปล่า
ช่วงที่ยังไม่ถึงคิวทำหัตถการ ไม่ได้แปลว่าจะต้องทิ้งผิวไว้เฉย ๆ นะคะ สิ่งที่ลงมือได้ตอนนี้มีผลกับจุดตั้งต้นในวันที่พร้อมทำจริง
- ทากันแดดทุกวัน : ผิวช่วงตั้งท้องและหลังคลอดจะไวแสงกว่าเดิม การใช้ SPF 30 ขึ้นไปเป็นประจำช่วยลดโอกาสเกิดฝ้ากับริ้วรอยที่จะโผล่ทีหลัง
- เลือกครีมบำรุงให้เข้ากับช่วงนี้ : ถ้ายังให้นมลูก ควรใช้สูตรที่ไม่กระทบเด็ก และงดตัวที่มีข้อจำกัด อย่าง Retinol ความเข้มข้นสูง
- บำรุงจากข้างใน : เรื่องอาหาร การนอน กับการจิบน้ำให้พอ ส่งผลกับผิวโดยตรง ฟังดูธรรมดา แต่ช่วงนี้ต่างกันชัดเจน
- ถามคุณหมอเรื่องสกินแคร์ที่ใช้อยู่ : สารบางตัวที่ปกติแล้วใช้ได้ อาจต้องพักไว้ตอนให้นม ถ้าไม่มั่นใจ ให้หมอผิวหนังช่วยอ่านฉลากให้จะสบายใจกว่า
สรุปสั้น ๆ นะคะ คำถามว่าจองได้หรือยัง ตอบจากจังหวะของฮอร์โมนและการฟื้นตัว ไม่ใช่จากจำนวนเดือนหลังคลอด ระหว่างที่ยังตั้งท้องหรือให้นมอยู่ แนวทางคือพักแผนไว้ก่อน พอเลิกให้นมและร่างกายเข้าที่แล้ว ค่อยกลับมาวางแผนกันใหม่ได้ ทั้งนี้ผลที่ได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ควรให้ทีมแพทย์เฉพาะทางประเมินก่อนทุกครั้งค่ะ
ถ้ายังลังเลว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรือยัง ทักมาคุยกันก่อนได้นะคะ ที่ Beautystone Clinic ซึ่งอยู่ย่านฮับจอง กรุงโซล นัดคุยกับคุณหมอได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพียงแอด LINE เข้ามาเล่าให้ฟังคร่าว ๆ ก็เริ่มได้เลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
ให้นมวันละมื้อเดียว ถือว่ายังให้นมอยู่ไหม?
นับว่ายังอยู่ในช่วงให้นมค่ะ เพราะร่างกายยังผลิต Prolactin ซึ่งเป็นตัวแปรที่ทำให้ผิวกับเนื้อเยื่อยังไม่กลับสู่สภาพเดิม แนะนำให้เล่าตามจริง แล้วให้หมอชั่งน้ำหนักเป็นรายคนไปนะคะ
ยังไม่แน่ใจว่าท้องหรือเปล่า ควรบอกหมอไหม?
ควรบอกค่ะ ถึงจะยังไม่ได้ตรวจยืนยันก็ตาม เพราะคนที่ตั้งท้องหรือยังไม่แน่ใจ อยู่ในกลุ่มที่ควรพักแผนไว้ก่อน การบอกไว้ล่วงหน้าทำให้หมอวางแผนได้ปลอดภัยกว่ารอให้ชัดแล้วค่อยพูด
ทำตอนฮอร์โมนยังไม่นิ่ง ผลจะต่างจากตอนพร้อมมากไหม?
อาจต่างค่ะ เพราะการอ่านสภาพผิวก่อนทำจะไม่แม่นเท่าช่วงที่ฮอร์โมนเข้าที่ อีกทั้งผิวยังไวต่อความร้อนกว่าเดิม โดยทั่วไปหมอจึงมักแนะนำให้เผื่อเวลาอีกหน่อย ทั้งนี้ผลที่ได้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน
ระหว่างรอ ทำทรีตเมนต์อย่างอื่นแทนไปก่อนได้ไหม?
ควรถามคุณหมอก่อนทุกครั้งค่ะ เพราะข้อจำกัดของแต่ละหัตถการในช่วงนี้ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ทำได้แน่ ๆ คือกันแดดให้สม่ำเสมอ เลือกสกินแคร์ที่ปลอดภัย และดูแลการนอนกับอาหารควบคู่ไป


