พอเทนซ่า vs อินโมด vs ชรึงค์ - แบบไหนเหมาะกับคุณ?


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
แบบไหนเหมาะกับคุณ? จุดสำคัญ: รูขุมขน → พอเทนซ่า, หย่อนคล้อย → ชรึงค์, ฟื้นตัวเร็ว → อินโมด excerpt: สรุปเกณฑ์การเลือกว่าหัตถการไหนตอบโจทย์ปัญหาผิวของคุณมากที่สุด desc: พอเทนซ่า · อินโมด · ชรึงค์ เปรียบเทียบตั้งแต่หลักการทำงาน ความเจ็บปวด ช่วงพักฟื้น ไปจนถึงราคา เพื่อให้รู้ว่าแบบไหนเหมาะกับใคร caption_main: พอเทนซ่า อินโมด ชรึงค์
แบบไหนเหมาะกับคุณ? caption_1: ความแตกต่างของหลักการทำงาน Needle RF · Non-invasive RF · HIFU caption_2: สรุปความเหนือกว่าในแต่ละด้าน รูขุมขน · หย่อนคล้อย · ช่วงพักฟื้น caption_3: เปรียบเทียบความเจ็บปวดและช่วงพักฟื้นอย่างตรงไปตรงมา caption_4: หัตถการไหนเหมาะกับใคร
พอเทนซ่า vs อินโมด vs ชรึงค์ - แบบไหนเหมาะกับคุณ?
ช่วงนี้แทบทุกคนที่เข้ามาปรึกษาจะถามทั้งสามตัวนี้พร้อมกันเลยครับ
"ได้ยินว่าพอเทนซ่าดี แล้วต่างจากชรึงค์ยังไงคะ?"
"แล้วอินโมดอีกตัวล่ะ ทำไมต้องมีแยกอีก?"
เพราะค้นหาในกลุ่มเดียวกัน เลยดูเหมือนคล้ายๆ กัน
แต่ความจริงแล้ว หลักการทำงานของแต่ละตัวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ทั้งความลึกที่เข้าถึง ประเภทของพลังงาน และปัญหาที่แต่ละตัวถนัดก็ไม่เหมือนกัน
ดังนั้นคำถามที่ว่า "อันไหนดีกว่า?" จึงไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง
คำถามที่ถูกต้องคือ "อันไหนตอบโจทย์ปัญหาของผมได้?" ครับ
วันนี้จะมาสรุปเกณฑ์การเลือกให้เข้าใจง่ายๆ ครับ
1. ความแตกต่างของหลักการทำงานทั้งสาม (Needle RF / Non-invasive RF / HIFU)
แม้จะถูกจัดกลุ่มว่าเป็น "การยกกระชับ · Tightening" เหมือนกัน แต่วิธีส่งพลังงานเข้าสู่ผิวนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
พอเทนซ่าคือ Needle RF ครับ
เข็มขนาดเล็กจะแทงผ่านผิวหนังลงไป
แล้วปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) โดยตรงจากปลายเข็ม
ผิวชั้นนอกได้รับการปกป้องค่อนข้างดี
ในขณะที่ความร้อนจะถูกส่งไปยังชั้นหนังแท้ที่ลึกได้อย่างแม่นยำครับ
อินโมดคือ Non-invasive RF ครับ
ไม่มีเข็ม แค่วางหัวอุปกรณ์บนผิวหนัง
แล้วส่งพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ผ่านเข้าไป
ความร้อนจะส่งไปยังชั้นหนังแท้ส่วนบนและชั้นไขมันใต้ผิวหนังเป็นหลัก
โดยความลึกจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามโหมด FX · Forma ครับ
ชรึงค์คือ HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ครับ
หลักการคือการโฟกัสคลื่นอัลตราซาวด์ไปที่จุดเดียว
เพื่อให้พลังงานไปถึงชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อและพังผืด) ได้ในครั้งเดียว
ทิป 4.5 มม. สำหรับชั้น SMAS
3.0 มม. สำหรับชั้นหนังแท้ลึก และ 1.5 มม. สำหรับชั้นหนังแท้บน
จุดเด่นคือสามารถเลือกความลึกได้ด้วยการเปลี่ยนทิปครับ
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ
เนื่องจากทั้งสามหัตถการเข้าถึง "ชั้น" ที่แตกต่างกันเป็นหลัก
ปัญหาที่แต่ละตัวจัดการได้ดีจึงต่างกันด้วยครับ
หากไม่เข้าใจความแตกต่างนี้ แล้วเลือกแค่ว่า "พอเทนซ่ากำลังฮิต ก็เอาพอเทนซ่า"
ผลลัพธ์ก็อาจไม่ตรงกับที่หวังไว้ครับ
2. ประสิทธิภาพในแต่ละด้าน
ความเหนือกว่าในแต่ละด้านขึ้นอยู่กับปัญหาผิว ไม่มีหัตถการใดที่เก่งทุกด้านครับ
รูขุมขน · รอยแผลเป็นจากสิว: พอเทนซ่าเหนือกว่า
เพราะเข็มสามารถสัมผัสลงไปถึงก้นรูขุมขนและรอยแผลเป็นได้โดยตรงครับ
พลังงานความร้อนถูกส่งเป็นจุดๆ ลึกลงไปในชั้นหนังแท้
ทำให้คอลลาเจนฟื้นตัวขึ้นมาตรงบริเวณนั้นเลยครับ
Non-invasive RF และ HIFU ให้ความร้อนในลักษณะพื้นที่กว้าง
จึงไม่ถนัดกับปัญหา "รอยบุ๋มเป็นจุดๆ" อย่างรูขุมขนหรือรอยแผลเป็นครับ
ตรงนี้อาจดูงงนิดนึง
มีคนไข้บางท่านทำชรึงค์แล้วผิดหวังที่รูขุมขนไม่เปลี่ยน
จริงๆ ไม่ใช่เพราะชรึงค์ไม่ดีนะครับ
แต่เพราะชรึงค์ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับปัญหานั้นต่างหาก
หย่อนคล้อย · การยกกระชับ: ชรึงค์เหนือกว่า
ชั้น SMAS ทำหน้าที่เหมือน "โครงยึด" ที่ช่วยพยุงไม่ให้หน้าหย่อนลงมา
อุปกรณ์ที่ไม่ต้องผ่าตัดและสามารถกระตุ้นชั้นนี้ได้โดยตรง
ในไทยและเกาหลี กลุ่ม HIFU ถือเป็นตัวแทนหลักครับ
ในบรรดาผู้ที่ทำชรึงค์ที่คลินิกของเรา
มีเคสที่บอกว่า "ทำ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ แล้วเส้นขากรรไกรชัดขึ้นมาก"
นั่นคือผลลัพธ์จากการสะสมของคอลลาเจนครับ
เมื่อชั้น SMAS ถูกยึดให้แข็งแรงขึ้น
ชั้นไขมันที่หย่อนลงมาก็จะดึงกลับเข้าหากล้ามเนื้อครับ
พอเทนซ่าก็มีการกระชับในระดับหนึ่ง
แต่ไม่ได้ลึกถึงชั้น SMAS ครับ
เพราะความยาวเข็มไม่ถึงระดับนั้น
ส่วนอินโมดนั้นเน้นที่ไขมันใต้ผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งให้ผลต่างออกไปครับ
ช่วงพักฟื้น · ความเจ็บปวด: อินโมดเหนือกว่า
ไม่มีเข็ม แค่ให้ความร้อนที่ผิวชั้นนอก
หลังทำจึงแค่แดงๆ เล็กน้อย แล้วก็หายไปครับ
ไปทำงานวันถัดไป มีนัดสำคัญวันถัดไป
สำหรับคนที่มีตารางแน่นแบบนี้ อินโมดเหมาะมากครับ
พอเทนซ่าจะมีรอยเข็มและจุดเลือดออกเล็กน้อย
และมักมีผื่นแดงอยู่ประมาณ 2-3 วันครับ
ชรึงค์แทบไม่มีรอยช้ำ
แต่ความเจ็บปวดระหว่างทำถือว่าสูงที่สุดในสามตัวครับ
3. เปรียบเทียบความเจ็บปวด (สเกล 1-10)
โดยใช้ครีมชาเป็นมาตรฐาน ชรึงค์อยู่ที่ 6-7, พอเทนซ่า 5-6, อินโมด 2-3 ครับ
ชรึงค์จะให้ความรู้สึกเจ็บตื้อๆ เหมือน "มีอะไรมากระแทกกระดูก" ในช่วงที่พลังงานถูกส่งไปยังชั้น SMAS ครับ
โดยเฉพาะเมื่อทิป 4.5 มม. เข้าใกล้บริเวณกระดูกโหนกแก้มหรือขากรรไกร
จะรู้สึกสั่นสะเทือนมากขึ้นครับ
ที่คลินิกของเรา สำหรับผู้ที่ครีมชาอย่างเดียวไม่เพียงพอ
เรามีตัวเลือกเพิ่มเติมทั้งการฉีดยาชาเฉพาะที่
หรือการดมยาสลบแบบเบาๆ ครับ
เมื่อทำแบบนี้ คนไข้แทบไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยครับ
พอเทนซ่าจะรู้สึก "จี๊ด" ตอนที่เข็มแทงลงไปเป็นหลัก
ส่วนอินโมดแค่รู้สึกอุ่นๆ หลายคนจึงไม่ต้องใช้ครีมชาเลยครับ
4. เปรียบเทียบช่วงพักฟื้น
โดยเฉลี่ย อินโมด 0 ถึงครึ่งวัน, ชรึงค์ 1-2 วัน, พอเทนซ่า 2-3 วันครับ
อินโมดส่วนใหญ่ผื่นแดงจะหายภายในค่ำวันเดียวกันครับ
แต่งหน้าได้ตามปกติตั้งแต่วันถัดไปครับ
ชรึงค์แทบไม่มีรอยช้ำ
แต่อาจมีอาการบวมเล็กน้อย 1-2 วัน
เมื่อบวมยุบลงเส้นกรอบหน้าก็จะชัดขึ้นครับ
พอเทนซ่าจะมีจุดเลือดออกเล็กๆ และสะเก็ดที่เห็นได้ประมาณ 2-3 วัน
กว่าจะดูเป็นธรรมชาติสนิทต้องรอประมาณหนึ่งสัปดาห์ครับ
ยิ่งความลึกที่ใช้รักษารูขุมขนหรือรอยแผลเป็นมากเท่าไหร่
ช่วงพักฟื้นก็ยิ่งนานขึ้นตามมาครับ
5. จำนวนครั้งและระยะห่างที่แนะนำ
ทั้งสามหัตถการ ทำครั้งเดียวไม่เพียงพอ การสะสมต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญครับ
พอเทนซ่าโดยทั่วไปจะนับ 3-4 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์เป็นหนึ่งรอบครับ
รูขุมขนและรอยแผลเป็นเป็นรอยบุ๋มลึก
จึงไม่สามารถเติมเต็มได้ในครั้งเดียวครับ
อินโมดโดยทั่วไปทำ 4-6 ครั้ง ห่างกัน 1-2 สัปดาห์
ถือเป็นตัวที่ทำบ่อยและทำมากที่สุดในสามตัวครับ
เพราะการกระตุ้นต่อครั้งน้อย จึงต้องอาศัยการสะสมครับ
ชรึงค์จะต่างออกไปนิดหนึ่ง
ที่คลินิกของเราแนะนำ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ ครับ
ต่างจากอัลเทอร่าที่ทำห่าง 6 เดือน
การเว้นระยะสั้นกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสะสมคอลลาเจนมากกว่าครับ
เมื่อชั้น SMAS ถูกยึดให้แข็งแรงขึ้น
ผลของการดึงไขมันที่หย่อนคล้อยกลับขึ้นสู่กล้ามเนื้อก็จะสะสมเพิ่มขึ้นครับ
6. เปรียบเทียบราคา (ค่าเฉลี่ยของคลินิกในตลาด)
โดยทั่วไปราคาตลาดจะเรียงตามลำดับ ชรึงค์ ≤ อินโมด ≤ พอเทนซ่า ครับ
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบราคาค่อนข้างซับซ้อน
เพราะแม้ชื่อหัตถการเดียวกัน จำนวนช็อต ทิป และบริเวณที่ทำก็อาจแตกต่างกันมากครับ
หากถามว่า "ชรึงค์ราคาเท่าไหร่?"
ต้องตอบโดยอ้างอิงจากจำนวนช็อตจึงจะมีความหมายครับ
สำหรับชรึงค์ที่คลินิกของเรา
ไม่ว่าจะเป็นทิป 4.5 มม. อย่างเดียว หรือผสม 4.5 + 3.0 มม.
หรือเพิ่ม 1.5 มม. บูสเตอร์
หากจำนวนช็อตเท่ากัน ราคาจะเท่ากันครับ
ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามตัวเลือก
ตรงนี้คือความแตกต่างจากที่อื่นครับ
หลายคนมักเข้าใจผิดในจุดนี้ว่า
"เพิ่มบูสเตอร์แล้วต้องแพงขึ้นสิ?" แต่ที่คลินิกของเราไม่ได้คิดแบบนั้นครับ
ราคาที่แน่นอนจะแตกต่างกันตามช่วงเวลาและแผนการรักษาของแต่ละคน
จึงจะแจ้งให้ทราบเมื่อมาปรึกษาครับ
7. หัตถการไหนเหมาะกับใคร? (คู่มือเฉพาะบุคคล)
ถ้ามีปัญหาเดียว คำตอบจะชัดเจน แต่ถ้ามีสองปัญหาขึ้นไป การผสมผสานคือคำตอบที่ดีที่สุดครับ
คนที่กังวลเรื่องรูขุมขนเป็นหลัก หรือมีรอยแผลเป็นจากสิวให้เห็น
→ พอเทนซ่าคือตัวเลือกอันดับหนึ่งครับ
ไม่ต้องอ้อมค้อม มาตรงๆ เลยจะได้ผลเร็วกว่าครับ
คนที่รู้สึกว่าขากรรไกรเริ่มไม่ชัด มุมปากหย่อนลง
หรือรู้สึกว่าหน้าโดยรวมห้อยลงมา
→ ชรึงค์คือตัวเลือกอันดับหนึ่งครับ
เป็นอุปกรณ์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในบรรดาตัวเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดที่กระตุ้นชั้น SMAS ได้โดยตรงครับ
คนที่มีตารางงานแน่นในวันถัดไป
แต่อยากเพิ่มโทนสีผิวและความยืดหยุ่นของใบหน้าเล็กน้อย
→ อินโมดเหมาะที่สุดครับ
ช่วงพักฟื้นแทบไม่มี และความเจ็บปวดก็น้อยมากครับ
พูดตรงๆ นะครับ
ในทางคลินิกจริงๆ เคสที่ใช้ "การผสมผสาน" มีมากกว่า
สำหรับคนอายุ 40 ที่กังวลทั้งรูขุมขนและการหย่อนคล้อย
เราจะวางแผนสลับกันระหว่างรอบพอเทนซ่าและรอบชรึงค์ห่างกัน 4-6 สัปดาห์
แล้วเพิ่มอินโมดในช่วงบำรุงรักษาครับ
ถ้าพยายามแก้ทุกปัญหาด้วยหัตถการเดียว
มักจะมีบางอย่างที่ยังไม่พอใจครับ
8. ข้อมูลหัตถการที่คลินิกบิวตี้สโตน
ที่คลินิกของเรามีทั้งสามหัตถการ และจะออกแบบการผสมผสานตามปัญหาของคุณครับ
โดยเฉพาะชรึงค์
เราจะตรวจวัดความหนาของผิวด้วยอัลตราซาวด์ก่อน
แล้วจึงผสมทิป 4.5 · 3.0 · 1.5 มม. ตามโครงสร้างกายวิภาคของผู้ป่วยแต่ละคน
เพราะถ้าใช้ทิป 4.5 มม. ที่บริเวณขากรรไกรตรงๆ อาจโดนกระดูกขากรรไกรได้ครับ
เพื่อลดการกระตุ้นเส้นประสาทและมุ่งเป้าไปยังชั้น SMAS อย่างแม่นยำ
บริเวณเส้นขากรรไกรจึงใช้ทิป 3.0 มม. เป็นหลักครับ
ผู้ที่มีค่า BMI สูงจะใช้ทิป 4.5 มม. มากกว่า
ผู้ที่ตรงกันข้ามจะเพิ่มสัดส่วนของทิป 3.0 มม.
แม้จะเป็น "ชรึงค์" เหมือนกัน แต่การออกแบบการรักษาก็แตกต่างกันครับ
ความแตกต่างตรงนี้คือสิ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพจริงๆ ครับ
พอเทนซ่าและอินโมดก็เช่นเดียวกัน
ไม่ใช่แค่บอก "ทำกี่ครั้ง"
แต่กำหนดความลึกและโหมดตามสภาพผิวและประเภทปัญหาครับ
สำหรับการปรึกษาเฉพาะเจาะจง ยินดีต้อนรับให้เข้ามาพบได้เลยครับ
คำถามที่พบบ่อย
เนื่องจากเป็นบทความเปรียบเทียบ แต่ละเคสอาจต่างกัน จึงขอสรุปสามคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในการปรึกษาครับ
Q1. ทำพอเทนซ่าและชรึงค์พร้อมกันได้ไหม?
ได้ครับ
แต่แนะนำให้เว้นระยะห่าง 2-4 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำวันเดียวกันครับ
ถ้าให้ความร้อนถึงชั้น SMAS ทันทีหลังจากกระตุ้นชั้นหนังแท้ด้วยพอเทนซ่า ภาระการฟื้นตัวจะทับซ้อนกันครับ
โดยทั่วไปจะทำรอบชรึงค์ให้เสร็จก่อนแล้วจึงเริ่มพอเทนซ่า หรือสลับกัน ตามความเหมาะสมครับ
Q2. ถ้าทำอินโมดหลายครั้งจะได้ผลเหมือนชรึงค์ไหม?
ไม่สามารถไปถึงชั้น SMAS ได้ครับ
อินโมดเน้นชั้นหนังแท้บนและชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จึงดีสำหรับความยืดหยุ่นของผิวชั้นนอก
แต่การดึงชั้น SMAS ที่หย่อนลงมากลับขึ้นนั้น เป็นคนละชั้นกันในเชิงโครงสร้างครับ
ถ้าปัญหาหลักคือการหย่อนคล้อย การสะสมอินโมดอย่างเดียวก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ครับ
Q3. ถ้าต้องเลือกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำทั้งสามตัว?
คำตอบขึ้นอยู่กับปัญหาหลักครับ
รูขุมขน · รอยแผลเป็น → พอเทนซ่า
หย่อนคล้อย → ชรึงค์
ต้องการช่วงพักฟื้นเป็นศูนย์เป็นเงื่อนไขสำคัญ → อินโมด ไม่มีหัตถการไหนที่เก่งทุกด้านพร้อมกันครับ
หวังว่าจะเข้าใจในแง่นี้นะครับ
บทความหน้าจะมาอธิบายว่าทำไม "ชรึงค์ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์" ถึงได้ผลดีกว่า "ทำครั้งเดียวห่าง 6 เดือน"
พร้อมเจาะลึกกลไกจริงๆ ของการสะสมคอลลาเจนครับ









