พอเทนซ่า vs อินโมด vs ชรึงค์ - แบบไหนเหมาะกับคุณ?
ลิฟติ้ง

พอเทนซ่า vs อินโมด vs ชรึงค์ - แบบไหนเหมาะกับคุณ?

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
10นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE
slug: shrink-comparison ประเภท: หัตถการ+โมเดอร์ไฮเออร์ หัตถการ/พื้นที่/โหมด: ชรึงค์/—/เปรียบเทียบ ภาพหลัก: พอเทนซ่า อินโมด ชรึงค์

แบบไหนเหมาะกับคุณ? จุดสำคัญ: รูขุมขน → พอเทนซ่า, หย่อนคล้อย → ชรึงค์, ฟื้นตัวเร็ว → อินโมด excerpt: สรุปเกณฑ์การเลือกว่าหัตถการไหนตอบโจทย์ปัญหาผิวของคุณมากที่สุด desc: พอเทนซ่า · อินโมด · ชรึงค์ เปรียบเทียบตั้งแต่หลักการทำงาน ความเจ็บปวด ช่วงพักฟื้น ไปจนถึงราคา เพื่อให้รู้ว่าแบบไหนเหมาะกับใคร caption_main: พอเทนซ่า อินโมด ชรึงค์

แบบไหนเหมาะกับคุณ? caption_1: ความแตกต่างของหลักการทำงาน Needle RF · Non-invasive RF · HIFU caption_2: สรุปความเหนือกว่าในแต่ละด้าน รูขุมขน · หย่อนคล้อย · ช่วงพักฟื้น caption_3: เปรียบเทียบความเจ็บปวดและช่วงพักฟื้นอย่างตรงไปตรงมา caption_4: หัตถการไหนเหมาะกับใคร

พอเทนซ่า vs อินโมด vs ชรึงค์ - แบบไหนเหมาะกับคุณ?

ช่วงนี้แทบทุกคนที่เข้ามาปรึกษาจะถามทั้งสามตัวนี้พร้อมกันเลยครับ

"ได้ยินว่าพอเทนซ่าดี แล้วต่างจากชรึงค์ยังไงคะ?"

"แล้วอินโมดอีกตัวล่ะ ทำไมต้องมีแยกอีก?"

เพราะค้นหาในกลุ่มเดียวกัน เลยดูเหมือนคล้ายๆ กัน

แต่ความจริงแล้ว หลักการทำงานของแต่ละตัวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ทั้งความลึกที่เข้าถึง ประเภทของพลังงาน และปัญหาที่แต่ละตัวถนัดก็ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นคำถามที่ว่า "อันไหนดีกว่า?" จึงไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง

คำถามที่ถูกต้องคือ "อันไหนตอบโจทย์ปัญหาของผมได้?" ครับ

วันนี้จะมาสรุปเกณฑ์การเลือกให้เข้าใจง่ายๆ ครับ

พอเทนซ่า อินโมด ชรึงค์ แบบไหนเหมาะกับคุณ

1. ความแตกต่างของหลักการทำงานทั้งสาม (Needle RF / Non-invasive RF / HIFU)

แม้จะถูกจัดกลุ่มว่าเป็น "การยกกระชับ · Tightening" เหมือนกัน แต่วิธีส่งพลังงานเข้าสู่ผิวนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

พอเทนซ่าคือ Needle RF ครับ

เข็มขนาดเล็กจะแทงผ่านผิวหนังลงไป

แล้วปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) โดยตรงจากปลายเข็ม

ผิวชั้นนอกได้รับการปกป้องค่อนข้างดี

ในขณะที่ความร้อนจะถูกส่งไปยังชั้นหนังแท้ที่ลึกได้อย่างแม่นยำครับ

อินโมดคือ Non-invasive RF ครับ

ไม่มีเข็ม แค่วางหัวอุปกรณ์บนผิวหนัง

แล้วส่งพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) ผ่านเข้าไป

ความร้อนจะส่งไปยังชั้นหนังแท้ส่วนบนและชั้นไขมันใต้ผิวหนังเป็นหลัก

โดยความลึกจะแตกต่างกันเล็กน้อยตามโหมด FX · Forma ครับ

ชรึงค์คือ HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) ครับ

หลักการคือการโฟกัสคลื่นอัลตราซาวด์ไปที่จุดเดียว

เพื่อให้พลังงานไปถึงชั้น SMAS (ชั้นกล้ามเนื้อและพังผืด) ได้ในครั้งเดียว

ทิป 4.5 มม. สำหรับชั้น SMAS

3.0 มม. สำหรับชั้นหนังแท้ลึก และ 1.5 มม. สำหรับชั้นหนังแท้บน

จุดเด่นคือสามารถเลือกความลึกได้ด้วยการเปลี่ยนทิปครับ

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ

เนื่องจากทั้งสามหัตถการเข้าถึง "ชั้น" ที่แตกต่างกันเป็นหลัก

ปัญหาที่แต่ละตัวจัดการได้ดีจึงต่างกันด้วยครับ

หากไม่เข้าใจความแตกต่างนี้ แล้วเลือกแค่ว่า "พอเทนซ่ากำลังฮิต ก็เอาพอเทนซ่า"

ผลลัพธ์ก็อาจไม่ตรงกับที่หวังไว้ครับ

เปรียบเทียบประสิทธิภาพในแต่ละด้าน รูขุมขน หย่อนคล้อย ช่วงพักฟื้น

2. ประสิทธิภาพในแต่ละด้าน

ความเหนือกว่าในแต่ละด้านขึ้นอยู่กับปัญหาผิว ไม่มีหัตถการใดที่เก่งทุกด้านครับ

รูขุมขน · รอยแผลเป็นจากสิว: พอเทนซ่าเหนือกว่า

เพราะเข็มสามารถสัมผัสลงไปถึงก้นรูขุมขนและรอยแผลเป็นได้โดยตรงครับ

พลังงานความร้อนถูกส่งเป็นจุดๆ ลึกลงไปในชั้นหนังแท้

ทำให้คอลลาเจนฟื้นตัวขึ้นมาตรงบริเวณนั้นเลยครับ

Non-invasive RF และ HIFU ให้ความร้อนในลักษณะพื้นที่กว้าง

จึงไม่ถนัดกับปัญหา "รอยบุ๋มเป็นจุดๆ" อย่างรูขุมขนหรือรอยแผลเป็นครับ

ตรงนี้อาจดูงงนิดนึง

มีคนไข้บางท่านทำชรึงค์แล้วผิดหวังที่รูขุมขนไม่เปลี่ยน

จริงๆ ไม่ใช่เพราะชรึงค์ไม่ดีนะครับ

แต่เพราะชรึงค์ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับปัญหานั้นต่างหาก

หย่อนคล้อย · การยกกระชับ: ชรึงค์เหนือกว่า

ชั้น SMAS ทำหน้าที่เหมือน "โครงยึด" ที่ช่วยพยุงไม่ให้หน้าหย่อนลงมา

อุปกรณ์ที่ไม่ต้องผ่าตัดและสามารถกระตุ้นชั้นนี้ได้โดยตรง

ในไทยและเกาหลี กลุ่ม HIFU ถือเป็นตัวแทนหลักครับ

ในบรรดาผู้ที่ทำชรึงค์ที่คลินิกของเรา

มีเคสที่บอกว่า "ทำ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ แล้วเส้นขากรรไกรชัดขึ้นมาก"

นั่นคือผลลัพธ์จากการสะสมของคอลลาเจนครับ

เมื่อชั้น SMAS ถูกยึดให้แข็งแรงขึ้น

ชั้นไขมันที่หย่อนลงมาก็จะดึงกลับเข้าหากล้ามเนื้อครับ

พอเทนซ่าก็มีการกระชับในระดับหนึ่ง

แต่ไม่ได้ลึกถึงชั้น SMAS ครับ

เพราะความยาวเข็มไม่ถึงระดับนั้น

ส่วนอินโมดนั้นเน้นที่ไขมันใต้ผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งให้ผลต่างออกไปครับ

ช่วงพักฟื้น · ความเจ็บปวด: อินโมดเหนือกว่า

ไม่มีเข็ม แค่ให้ความร้อนที่ผิวชั้นนอก

หลังทำจึงแค่แดงๆ เล็กน้อย แล้วก็หายไปครับ

ไปทำงานวันถัดไป มีนัดสำคัญวันถัดไป

สำหรับคนที่มีตารางแน่นแบบนี้ อินโมดเหมาะมากครับ

พอเทนซ่าจะมีรอยเข็มและจุดเลือดออกเล็กน้อย

และมักมีผื่นแดงอยู่ประมาณ 2-3 วันครับ

ชรึงค์แทบไม่มีรอยช้ำ

แต่ความเจ็บปวดระหว่างทำถือว่าสูงที่สุดในสามตัวครับ

เปรียบเทียบความเจ็บปวดและช่วงพักฟื้นอย่างตรงไปตรงมา

3. เปรียบเทียบความเจ็บปวด (สเกล 1-10)

โดยใช้ครีมชาเป็นมาตรฐาน ชรึงค์อยู่ที่ 6-7, พอเทนซ่า 5-6, อินโมด 2-3 ครับ

ชรึงค์จะให้ความรู้สึกเจ็บตื้อๆ เหมือน "มีอะไรมากระแทกกระดูก" ในช่วงที่พลังงานถูกส่งไปยังชั้น SMAS ครับ

โดยเฉพาะเมื่อทิป 4.5 มม. เข้าใกล้บริเวณกระดูกโหนกแก้มหรือขากรรไกร

จะรู้สึกสั่นสะเทือนมากขึ้นครับ

ที่คลินิกของเรา สำหรับผู้ที่ครีมชาอย่างเดียวไม่เพียงพอ

เรามีตัวเลือกเพิ่มเติมทั้งการฉีดยาชาเฉพาะที่

หรือการดมยาสลบแบบเบาๆ ครับ

เมื่อทำแบบนี้ คนไข้แทบไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยครับ

พอเทนซ่าจะรู้สึก "จี๊ด" ตอนที่เข็มแทงลงไปเป็นหลัก

ส่วนอินโมดแค่รู้สึกอุ่นๆ หลายคนจึงไม่ต้องใช้ครีมชาเลยครับ





4. เปรียบเทียบช่วงพักฟื้น

โดยเฉลี่ย อินโมด 0 ถึงครึ่งวัน, ชรึงค์ 1-2 วัน, พอเทนซ่า 2-3 วันครับ

อินโมดส่วนใหญ่ผื่นแดงจะหายภายในค่ำวันเดียวกันครับ

แต่งหน้าได้ตามปกติตั้งแต่วันถัดไปครับ

ชรึงค์แทบไม่มีรอยช้ำ

แต่อาจมีอาการบวมเล็กน้อย 1-2 วัน

เมื่อบวมยุบลงเส้นกรอบหน้าก็จะชัดขึ้นครับ

พอเทนซ่าจะมีจุดเลือดออกเล็กๆ และสะเก็ดที่เห็นได้ประมาณ 2-3 วัน

กว่าจะดูเป็นธรรมชาติสนิทต้องรอประมาณหนึ่งสัปดาห์ครับ

ยิ่งความลึกที่ใช้รักษารูขุมขนหรือรอยแผลเป็นมากเท่าไหร่

ช่วงพักฟื้นก็ยิ่งนานขึ้นตามมาครับ





5. จำนวนครั้งและระยะห่างที่แนะนำ

ทั้งสามหัตถการ ทำครั้งเดียวไม่เพียงพอ การสะสมต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญครับ

พอเทนซ่าโดยทั่วไปจะนับ 3-4 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์เป็นหนึ่งรอบครับ

รูขุมขนและรอยแผลเป็นเป็นรอยบุ๋มลึก

จึงไม่สามารถเติมเต็มได้ในครั้งเดียวครับ

อินโมดโดยทั่วไปทำ 4-6 ครั้ง ห่างกัน 1-2 สัปดาห์

ถือเป็นตัวที่ทำบ่อยและทำมากที่สุดในสามตัวครับ

เพราะการกระตุ้นต่อครั้งน้อย จึงต้องอาศัยการสะสมครับ

ชรึงค์จะต่างออกไปนิดหนึ่ง

ที่คลินิกของเราแนะนำ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ ครับ

ต่างจากอัลเทอร่าที่ทำห่าง 6 เดือน

การเว้นระยะสั้นกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการสะสมคอลลาเจนมากกว่าครับ

เมื่อชั้น SMAS ถูกยึดให้แข็งแรงขึ้น

ผลของการดึงไขมันที่หย่อนคล้อยกลับขึ้นสู่กล้ามเนื้อก็จะสะสมเพิ่มขึ้นครับ

หัตถการไหนเหมาะกับใคร

6. เปรียบเทียบราคา (ค่าเฉลี่ยของคลินิกในตลาด)

โดยทั่วไปราคาตลาดจะเรียงตามลำดับ ชรึงค์ ≤ อินโมด ≤ พอเทนซ่า ครับ

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบราคาค่อนข้างซับซ้อน

เพราะแม้ชื่อหัตถการเดียวกัน จำนวนช็อต ทิป และบริเวณที่ทำก็อาจแตกต่างกันมากครับ

หากถามว่า "ชรึงค์ราคาเท่าไหร่?"

ต้องตอบโดยอ้างอิงจากจำนวนช็อตจึงจะมีความหมายครับ

สำหรับชรึงค์ที่คลินิกของเรา

ไม่ว่าจะเป็นทิป 4.5 มม. อย่างเดียว หรือผสม 4.5 + 3.0 มม.

หรือเพิ่ม 1.5 มม. บูสเตอร์

หากจำนวนช็อตเท่ากัน ราคาจะเท่ากันครับ

ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามตัวเลือก

ตรงนี้คือความแตกต่างจากที่อื่นครับ

หลายคนมักเข้าใจผิดในจุดนี้ว่า

"เพิ่มบูสเตอร์แล้วต้องแพงขึ้นสิ?" แต่ที่คลินิกของเราไม่ได้คิดแบบนั้นครับ

ราคาที่แน่นอนจะแตกต่างกันตามช่วงเวลาและแผนการรักษาของแต่ละคน

จึงจะแจ้งให้ทราบเมื่อมาปรึกษาครับ





7. หัตถการไหนเหมาะกับใคร? (คู่มือเฉพาะบุคคล)

ถ้ามีปัญหาเดียว คำตอบจะชัดเจน แต่ถ้ามีสองปัญหาขึ้นไป การผสมผสานคือคำตอบที่ดีที่สุดครับ

คนที่กังวลเรื่องรูขุมขนเป็นหลัก หรือมีรอยแผลเป็นจากสิวให้เห็น

→ พอเทนซ่าคือตัวเลือกอันดับหนึ่งครับ

ไม่ต้องอ้อมค้อม มาตรงๆ เลยจะได้ผลเร็วกว่าครับ

คนที่รู้สึกว่าขากรรไกรเริ่มไม่ชัด มุมปากหย่อนลง

หรือรู้สึกว่าหน้าโดยรวมห้อยลงมา

→ ชรึงค์คือตัวเลือกอันดับหนึ่งครับ

เป็นอุปกรณ์ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วในบรรดาตัวเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดที่กระตุ้นชั้น SMAS ได้โดยตรงครับ

คนที่มีตารางงานแน่นในวันถัดไป

แต่อยากเพิ่มโทนสีผิวและความยืดหยุ่นของใบหน้าเล็กน้อย

→ อินโมดเหมาะที่สุดครับ

ช่วงพักฟื้นแทบไม่มี และความเจ็บปวดก็น้อยมากครับ

พูดตรงๆ นะครับ

ในทางคลินิกจริงๆ เคสที่ใช้ "การผสมผสาน" มีมากกว่า

สำหรับคนอายุ 40 ที่กังวลทั้งรูขุมขนและการหย่อนคล้อย

เราจะวางแผนสลับกันระหว่างรอบพอเทนซ่าและรอบชรึงค์ห่างกัน 4-6 สัปดาห์

แล้วเพิ่มอินโมดในช่วงบำรุงรักษาครับ

ถ้าพยายามแก้ทุกปัญหาด้วยหัตถการเดียว

มักจะมีบางอย่างที่ยังไม่พอใจครับ

แนวทางการรักษาของคลินิกบิวตี้สโตน

8. ข้อมูลหัตถการที่คลินิกบิวตี้สโตน

ที่คลินิกของเรามีทั้งสามหัตถการ และจะออกแบบการผสมผสานตามปัญหาของคุณครับ

โดยเฉพาะชรึงค์

เราจะตรวจวัดความหนาของผิวด้วยอัลตราซาวด์ก่อน

แล้วจึงผสมทิป 4.5 · 3.0 · 1.5 มม. ตามโครงสร้างกายวิภาคของผู้ป่วยแต่ละคน

เพราะถ้าใช้ทิป 4.5 มม. ที่บริเวณขากรรไกรตรงๆ อาจโดนกระดูกขากรรไกรได้ครับ

เพื่อลดการกระตุ้นเส้นประสาทและมุ่งเป้าไปยังชั้น SMAS อย่างแม่นยำ

บริเวณเส้นขากรรไกรจึงใช้ทิป 3.0 มม. เป็นหลักครับ

ผู้ที่มีค่า BMI สูงจะใช้ทิป 4.5 มม. มากกว่า

ผู้ที่ตรงกันข้ามจะเพิ่มสัดส่วนของทิป 3.0 มม.

แม้จะเป็น "ชรึงค์" เหมือนกัน แต่การออกแบบการรักษาก็แตกต่างกันครับ

ความแตกต่างตรงนี้คือสิ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพจริงๆ ครับ

พอเทนซ่าและอินโมดก็เช่นเดียวกัน

ไม่ใช่แค่บอก "ทำกี่ครั้ง"

แต่กำหนดความลึกและโหมดตามสภาพผิวและประเภทปัญหาครับ

สำหรับการปรึกษาเฉพาะเจาะจง ยินดีต้อนรับให้เข้ามาพบได้เลยครับ





คำถามที่พบบ่อย

เนื่องจากเป็นบทความเปรียบเทียบ แต่ละเคสอาจต่างกัน จึงขอสรุปสามคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในการปรึกษาครับ

Q1. ทำพอเทนซ่าและชรึงค์พร้อมกันได้ไหม?

ได้ครับ

แต่แนะนำให้เว้นระยะห่าง 2-4 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำวันเดียวกันครับ

ถ้าให้ความร้อนถึงชั้น SMAS ทันทีหลังจากกระตุ้นชั้นหนังแท้ด้วยพอเทนซ่า ภาระการฟื้นตัวจะทับซ้อนกันครับ

โดยทั่วไปจะทำรอบชรึงค์ให้เสร็จก่อนแล้วจึงเริ่มพอเทนซ่า หรือสลับกัน ตามความเหมาะสมครับ

Q2. ถ้าทำอินโมดหลายครั้งจะได้ผลเหมือนชรึงค์ไหม?

ไม่สามารถไปถึงชั้น SMAS ได้ครับ

อินโมดเน้นชั้นหนังแท้บนและชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จึงดีสำหรับความยืดหยุ่นของผิวชั้นนอก

แต่การดึงชั้น SMAS ที่หย่อนลงมากลับขึ้นนั้น เป็นคนละชั้นกันในเชิงโครงสร้างครับ

ถ้าปัญหาหลักคือการหย่อนคล้อย การสะสมอินโมดอย่างเดียวก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ครับ

Q3. ถ้าต้องเลือกเพียงอย่างเดียวโดยไม่ทำทั้งสามตัว?

คำตอบขึ้นอยู่กับปัญหาหลักครับ

รูขุมขน · รอยแผลเป็น → พอเทนซ่า

หย่อนคล้อย → ชรึงค์

ต้องการช่วงพักฟื้นเป็นศูนย์เป็นเงื่อนไขสำคัญ → อินโมด ไม่มีหัตถการไหนที่เก่งทุกด้านพร้อมกันครับ

หวังว่าจะเข้าใจในแง่นี้นะครับ



บทความหน้าจะมาอธิบายว่าทำไม "ชรึงค์ 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์" ถึงได้ผลดีกว่า "ทำครั้งเดียวห่าง 6 เดือน"

พร้อมเจาะลึกกลไกจริงๆ ของการสะสมคอลลาเจนครับ

บทความแนะนำ

ผู้หญิงปรึกษาแพทย์เรื่องหัตถการคลื่นวิทยุบริเวณรอบดวงตาลิฟติ้ง

ทำ InMode FX ที่รอบดวงตาและใต้ตาได้ไหม? ขอบเขตที่ควรรู้

InMode FX ออกแบบมาโดยคิดถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แต่ผิวรอบดวงตาบางและมีไขมันรองรับน้อย เงื่อนไขจึงเปลี่ยนไป มาดูกันว่าขอบเขตที่พอพิจารณาได้อยู่ตรงไหน และต้องระวังอะไรบ้างนะคะ

การ์ดตั้งคำถามว่าทำไมผลของ Sofwave ถึงรู้สึกไม่ชัดในช่วงแรกลิฟติ้ง

ทำ Sofwave แล้วยังไม่เห็นผล? 4 ตัวแปรที่ควรเช็ก

ความรู้สึกหลังทำ Sofwave ต่างกันได้มาก แม้จะใช้เครื่องเดียวกัน บทความนี้ไล่ให้ดูทีละข้อว่าความหนาผิว ชนิดของความหย่อนคล้อย บริเวณที่ทำ และช่วงเวลาที่ประเมิน ส่งผลต่อสิ่งที่คุณมองเห็นอย่างไร

ผู้หญิงสัมผัสแก้มที่รู้สึกตึงแห้งหลังทำหัตถการผิวลิฟติ้ง

ผิวแห้งมากหลังทำ Secret RF ปกติไหม แล้วต้องดูแลยังไง?

ผิวแห้งและลอกเป็นขุยในช่วงไม่กี่วันแรกหลังทำ Secret RF มักเป็นสัญญาณว่าเกราะป้องกันผิวกำลังซ่อมแซมตัวเอง บทความนี้จะพาคุณดูว่าช่วงไหนยังถือว่าปกติ และควรเติมความชุ่มชื้นแบบไหนให้ผิวฟื้นตัวได้ราบรื่นค่ะ

บทความล่าสุด

ภาพปกบทความเรื่องการใช้เครื่องความงามที่บ้านร่วมกับหัตถการที่คลินิกผิวหนัง

เครื่องความงามที่บ้าน ต้องพักตอนไหนก่อนและหลังทำหัตถการ?

จำนวนวันที่ต้องพักเครื่องความงามหลังทำหัตถการไม่ได้มาจากผลการทดลอง แต่มาจากธรรมเนียมของแต่ละคลินิก บทความนี้จัดระเบียบวิธีคิดจากสภาพผิว 4 อย่าง แยกตามชนิดของเครื่อง

ผู้หญิงเปิดปฏิทินดูวันว่างเพื่อวางแผนนัดหมายผิวหนัง

ประจำเดือนมีผลต่อความเจ็บและอาการบวมหลังทำหัตถการไหม

รวมสิ่งที่งานวิจัยรายงานไว้เกี่ยวกับรอบเดือนกับความไวต่อความเจ็บและอาการบวมน้ำ พร้อมแนวทางเลือกวันนัดหัตถการที่ใช้ได้จริง

ผู้หญิงปรึกษาแพทย์เรื่องหัตถการคลื่นวิทยุบริเวณรอบดวงตาลิฟติ้ง

ทำ InMode FX ที่รอบดวงตาและใต้ตาได้ไหม? ขอบเขตที่ควรรู้

InMode FX ออกแบบมาโดยคิดถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง แต่ผิวรอบดวงตาบางและมีไขมันรองรับน้อย เงื่อนไขจึงเปลี่ยนไป มาดูกันว่าขอบเขตที่พอพิจารณาได้อยู่ตรงไหน และต้องระวังอะไรบ้างนะคะ

การ์ดตั้งคำถามว่าทำไมผลของ Sofwave ถึงรู้สึกไม่ชัดในช่วงแรกลิฟติ้ง

ทำ Sofwave แล้วยังไม่เห็นผล? 4 ตัวแปรที่ควรเช็ก

ความรู้สึกหลังทำ Sofwave ต่างกันได้มาก แม้จะใช้เครื่องเดียวกัน บทความนี้ไล่ให้ดูทีละข้อว่าความหนาผิว ชนิดของความหย่อนคล้อย บริเวณที่ทำ และช่วงเวลาที่ประเมิน ส่งผลต่อสิ่งที่คุณมองเห็นอย่างไร

ผู้หญิงปรึกษาแพทย์เรื่องลำดับการฉีด Sculptra และการทำ Liftingรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีด Sculptra แล้วทำ Lifting ได้เมื่อไหร่ ควรเว้นระยะห่างแค่ไหน?

Sculptra ค่อย ๆ กระตุ้นคอลลาเจน ส่วน HIFU และ RF ทำงานด้วยความร้อนในชั้นผิวชุดเดียวกัน ลำดับและระยะห่างจึงมีผลกับผลลัพธ์มากกว่าที่คิดนะคะ

ผู้หญิงส่องกระจกตอนเช้าหลังนอนดึก สังเกตผิวหมองและรอยคล้ำใต้ตาผิวหนัง

นอนน้อยติดกันหลายคืน ผิวฟื้นตัวช้าลงจนกระทบผลหัตถการจริงไหม?

นอนดึกติดกันหลายคืนแล้วผิวดูโทรมลง ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก บทความนี้รวมกลไกการซ่อมแซมผิวช่วงหลับ ผลต่อการฟื้นตัวหลังทำหัตถการ และแนวทางจัดเวลานอนก่อนและหลังวันนัด

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors