HIFU ยกกระชับกรามแบบเกาหลี ทำไมยิงหัวลึกอย่างเดียวไม่พอ?
หลายคนเข้าใจว่ายิ่งยิง Shurink ที่กรามด้วยหัวลึกมากเท่าไหร่ยิ่งดี แต่จริง ๆ แล้วหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวกลับเสี่ยงกระตุ้นเส้นประสาทมากกว่าที่คิด บทความนี้พาไปดูว่าทำไมต้องผสมหัว 3.0 มม. เข้าไปด้วย และควรแบ่งสัดส่วนอย่างไรให้เหมาะกับกรอบหน้าของคุณ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026
เคยไหมคะ ที่ไปทำ HIFU ยกกระชับกรามมาแล้ว แต่เส้นกรามก็ยังไม่คมขึ้นเท่าที่หวัง ทั้งที่จำนวนช็อตที่จ่ายไปก็ไม่น้อยเลย
หลายคนเข้าใจว่ายิ่งยิงหัวลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ ยิ่งได้ผลดีเท่านั้น แต่ที่กรามเป็นจุดที่กฎนี้ใช้ไม่ได้ทั้งหมด เพราะใต้ผิวตรงนั้นมีทั้งชั้นไขมันบางและกระดูกขากรรไกรอยู่ใกล้มาก การเลือกความลึกของหัวจึงสำคัญกว่าจำนวนช็อตเสียอีก
บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่าทำไมการยิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวที่กรามถึงเสี่ยงกว่าที่คิด พร้อมแนะนำแนวทางแบ่งสัดส่วนความลึกให้เหมาะกับกรอบหน้าของคุณค่ะ
Shurink คืออะไร ยกกระชับกรอบหน้าได้อย่างไร
Shurink เป็นเครื่องยกกระชับที่ใช้เทคโนโลยี HIFU (High Intensity Focused Ultrasound) หรือคลื่นเสียงความเข้มสูงแบบโฟกัส ส่งพลังงานลงไปสร้างจุดความร้อนเล็ก ๆ ที่ชั้นผิวหนังแท้และชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเอง
จุดที่หลายคนไม่รู้คือ Shurink มีหัวปล่อยพลังงานหลายความลึก และแต่ละหัวไปทำงานที่คนละชั้นผิว
- หัว 1.5 มม. ทำงานที่ชั้นผิวหนังแท้ชั้นตื้น
- หัว 3.0 มม. ทำงานที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังและชั้น SMAS ตื้น
- หัว 4.5 มม. ทำงานที่ชั้น SMAS ลึก
พูดง่าย ๆ คือ เลือกหัวผิดชั้น ผลลัพธ์ก็ต่างกันไปคนละเรื่องเลย และนี่คือเหตุผลที่กรามต้องระวังเป็นพิเศษ
ทำไมยิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวที่กรามถึงเสี่ยง
กรามเป็นบริเวณที่ผิวและชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางกว่าจุดอื่นบนใบหน้า แถมกระดูกขากรรไกร (mandible) ก็อยู่ใกล้ผิวมากเป็นพิเศษ
ถ้ายิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวไล่ตลอดแนวกราม พลังงานอาจทะลุผ่านชั้น SMAS ไปกระทบกระดูกขากรรไกรได้ ตรงจังหวะที่พลังงานกระทบกระดูก คนไข้มักรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที และที่สำคัญกว่านั้นคือบริเวณใกล้เคียงยังมีเส้นประสาทที่พาดผ่านขอบกราม (Marginal Mandibular Nerve) ซึ่งมีความเสี่ยงจะถูกกระตุ้นไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ การทำกรามจึงมักผสมหัว 3.0 มม. เข้าไปด้วย เพื่อจับชั้น SMAS ตื้นให้แม่นยำ พร้อมลดความเสี่ยงต่อเส้นประสาทให้น้อยที่สุด
เคยมีเคสที่มาปรึกษาหลังทำ HIFU ที่กรามจากคลินิกอื่นมาแล้วหลายร้อยช็อต แต่เส้นกรามยังไม่ชัดขึ้นอย่างที่ตั้งใจ เมื่อตรวจดูประวัติการรักษาจึงพบว่าใช้หัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวตลอดแนวกราม ซึ่งในเคสแบบนี้ ทางออกไม่ใช่การเพิ่มจำนวนช็อต แต่คือการปรับสัดส่วนหัว 3.0 มม. ให้มากขึ้นเพื่อจับชั้น SMAS ตื้นให้ครบ

จำนวนช็อตหรือความลึก อะไรตัดสินผลลัพธ์กันแน่
คนไข้จำนวนมากมักถามว่าทำกี่ช็อตเป็นคำถามแรก แต่ในทางคลินิก จำนวนช็อตที่มากพอไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป ในทางกลับกัน บางเคสที่ช็อตน้อยกว่า แต่ยิงเข้าชั้นที่ถูกต้อง กลับเห็นเส้นกรามชัดขึ้นได้ดีกว่า
สัดส่วนพื้นฐานสำหรับกรอบหน้าและกรามมักอยู่ที่หัว 4.5 มม. และ 3.0 มม. ในอัตราใกล้เคียงกัน แต่สัดส่วนนี้ไม่ได้ใช้เหมือนกันทุกคน
- คนที่ BMI สูงกว่าค่าเฉลี่ยและมีไขมันใต้คางค่อนข้างหนา แพทย์มักเพิ่มสัดส่วนหัว 4.5 มม. เพื่อจับทั้งไขมันและชั้น SMAS ลึกไปพร้อมกัน
- คนที่ผิวบางและรูปหน้าค่อนข้างผอม แพทย์มักเพิ่มสัดส่วนหัว 3.0 มม. เพื่อจับชั้น SMAS ตื้นและผิวหนังแท้ชั้นล่างให้แม่นยำ
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเทียบกับเครื่องยกกระชับยอดนิยมอื่น ๆ ที่ใช้หลักการใกล้เคียงกันดูค่ะ
| อุปกรณ์ | เทคโนโลยี | ชั้นเป้าหมาย | จุดสังเกตที่กราม |
|---|---|---|---|
| Shurink | HIFU | ผิวหนังแท้ถึง SMAS ลึก | ปรับความลึกได้ด้วยการเปลี่ยนหัว |
| Ulthera | HIFU | เน้นชั้น SMAS | พลังงานค่อนข้างสูง ต้องระวังเส้นประสาทเช่นกัน |
| Thermage FLX | คลื่นวิทยุ (RF) | ผิวหนังแท้เป็นวงกว้าง | ให้ความร้อนเป็นแผ่น เหมาะกับผิวหย่อนคล้อยระดับผิวมากกว่าจุดที่ลึกมาก |
โดยทั่วไปคลินิกมักแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์ เพราะกลไกของ Shurink คือการสะสมคอลลาเจนในช่วงเวลาสั้น ๆ ต่อเนื่อง ให้ชั้น SMAS ค่อย ๆ ดึงไขมันที่หย่อนคล้อยเข้าไปใกล้ชั้นกล้ามเนื้อมากขึ้น

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนทำ
อาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งมักหายไปได้เอง หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากผิดปกติหรือชาต่อเนื่องนานเกินไป ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ความเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับกรามคือการกระตุ้นเส้นประสาทที่พาดผ่านขอบกราม ซึ่งมักเกิดจากการยิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวโดยไม่ผสมหัว 3.0 มม. เข้าไปช่วยกระจายพลังงาน การเลือกสัดส่วนหัวให้เหมาะกับโครงหน้าจึงเป็นเรื่องที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องประเมินเป็นรายบุคคล
สำหรับคนที่ไขมันใต้คางมีน้อยมาก แต่ผิวหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก การทำ Shurink เพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดในการดึงกรอบหน้าให้ชัดขึ้น แพทย์อาจพิจารณาผสมกับเครื่องคลื่นวิทยุหรือโบท็อกซ์บริเวณมุมปากร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์หลังตรวจประเมินสภาพผิวจริง
ทำกี่ครั้ง เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่
คำถามนี้มีคำตอบค่อนข้างชัดคือ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์ เพราะ Shurink อาศัยการสะสมคอลลาเจนต่อเนื่อง ไม่ใช่การทำครั้งเดียวจบ
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง แต่โดยรวมมักมีแนวโน้มดังนี้
- หลังทำครั้งแรกถึงประมาณ 2 สัปดาห์ อาจมีอาการบวมเล็กน้อยชั่วคราว ตามด้วยความรู้สึกกระชับขึ้นบาง ๆ
- ช่วง 3-4 สัปดาห์ คอลลาเจนเริ่มปรับโครงสร้างใหม่ เส้นกรามเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง
- หลังสะสมครบ 2-3 ครั้ง ไขมันที่หย่อนคล้อยจะถูกดึงเข้าใกล้ชั้นกล้ามเนื้อมากขึ้น
- ช่วง 6 เดือน ผลลัพธ์ที่สะสมมามักช่วยคงรูปกรอบหน้าไว้ได้ต่อเนื่อง
ยกตัวอย่างเคสที่มีไขมันใต้คางค่อนข้างหนาและ BMI สูงกว่าค่าเฉลี่ย แพทย์อาจปรับสัดส่วนเป็นหัว 4.5 มม. ประมาณ 60% และหัว 3.0 มม. อีก 40% เพื่อจับทั้งไขมันและชั้น SMAS ลึกไปพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ประเมิน

สรุป
ผลลัพธ์ของ Shurink ที่กรามไม่ได้ตัดสินกันที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่สัดส่วนความลึกของหัวที่เลือกใช้ การยิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวตลอดแนวกรามมีความเสี่ยงกระตุ้นเส้นประสาทมากกว่าที่หลายคนคิด การผสมหัว 3.0 มม. เข้าไปด้วยจึงช่วยให้จับชั้น SMAS ได้แม่นยำขึ้นและปลอดภัยขึ้น
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสัดส่วนความลึกที่เหมาะกับโครงหน้าของคุณก่อนตัดสินใจ
หากสนใจปรึกษาเรื่องการยกกระชับกรอบหน้าด้วย Shurink ที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ
หากคุณกำลังกังวลว่าทำไมเส้นกรามยังไม่คมขึ้นทั้งที่ทำมาหลายช็อตแล้ว ทักมาปรึกษา BeautyStone Clinic ได้เลยนะคะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ต้องทำ Shurink ที่กรามกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัด
โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์ค่ะ เพราะ Shurink อาศัยการสะสมคอลลาเจนต่อเนื่องในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ใช่การทำครั้งเดียวแล้วจบ ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
Q2. หัว 4.5 มม. เจ็บที่สุดไหม ต้องใช้ยาชาแบบไหน
ช่วงที่พลังงานจากหัว 4.5 มม. กระทบใกล้กระดูกขากรรไกรมักรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมากกว่าจุดอื่นค่ะ ปกติจะทายาชาเฉพาะที่ก่อนเริ่มทำ และถ้าต้องการลดความเจ็บเพิ่มเติม แพทย์อาจเสริมการฉีดยาชาเฉพาะจุดให้ด้วย
Q3. ทำ Shurink แล้วมีผลข้างเคียงเรื่องรอยช้ำหรือเส้นประสาทชาไหม
รอยช้ำหรือบวมเล็กน้อยเป็นอาการที่พบได้บ่อยและมักหายได้เอง ส่วนความเสี่ยงเรื่องเส้นประสาทที่พาดผ่านขอบกรามมักเกิดจากการยิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวโดยไม่ผสมหัว 3.0 มม. เข้าไปช่วย หากปรับสัดส่วนให้เหมาะสมและให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อน ความเสี่ยงนี้จะลดลงได้มากค่ะ
Q4. หัว 3.0 มม. กับ 4.5 มม. ต่างกันยังไง
หัว 3.0 มม. เจาะจงไปที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังและชั้น SMAS ตื้น ส่วนหัว 4.5 มม. เจาะจงไปที่ชั้น SMAS ลึกกว่า สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์ที่กรามจึงไม่ใช่จำนวนช็อต แต่เป็นสัดส่วนความลึกที่เลือกใช้ให้เหมาะกับโครงหน้าของคุณ









