ทำ Shurink ที่กรามบ่อยแค่ไหนถึงพอดี ระยะห่างและสัญญาณที่ควรเว้น
คอลลาเจนต้องใช้เวลาสะสม การทำถี่ขึ้นจึงไม่ได้แปลว่าเส้นกรามจะชัดเร็วขึ้น
สิ่งที่คุณจะได้จากบทความนี้
· แนวทางพื้นฐานคือทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์
· การทำถี่ขึ้นไม่ได้เร่งผล เพราะ Shurink อาศัยการสะสมคอลลาเจนต่อเนื่อง
· สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์คือสัดส่วนความลึกของหัวที่เลือกใช้ ไม่ใช่จำนวนช็อต
· ถ้าปวดมากผิดปกติหรือชาต่อเนื่องนานเกินไป ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
คำถามที่ได้ยินบ่อยพอ ๆ กับเรื่องจำนวนช็อต คือทำ Shurink ที่กรามบ่อยแค่ไหนถึงจะพอดี ตอบสั้น ๆ ก่อนค่ะ แนวทางพื้นฐานคือทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์ และการย่นระยะให้ถี่ขึ้นกว่านั้นก็ไม่ได้ทำให้เส้นกรามชัดเร็วขึ้น
เหตุผลอยู่ที่กลไกของหัตถการ Shurink ไม่ได้ดึงผิวให้ตึงในทันที แต่อาศัยการสะสมคอลลาเจนต่อเนื่อง ผลจึงเดินตามเวลาของร่างกาย ไม่ได้เดินตามความถี่ของการนัด บทความนี้จะเรียงให้ครบว่าเว้นระยะเท่าไหร่และเพราะอะไร ไทม์ไลน์ผลลัพธ์เป็นอย่างไร อะไรสำคัญกว่ากันระหว่างจำนวนช็อตกับความลึก และสัญญาณแบบไหนที่ควรเว้นให้นานขึ้นหรือกลับไปให้แพทย์ดู
ทำ Shurink ที่กรามบ่อยเกินไปได้ไหม
คำตอบค่อนข้างชัดค่ะ แนวทางพื้นฐานคือ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์ เพราะ Shurink อาศัยการสะสมคอลลาเจนต่อเนื่อง ไม่ใช่การทำครั้งเดียวจบ และไม่ใช่การทำรัว ๆ ให้ครบเร็ว ๆ ด้วยเช่นกัน
หลายคนที่รู้สึกว่าเส้นกรามยังไม่ชัดหลังครั้งแรก มักคิดถึงการเลื่อนนัดครั้งถัดไปให้เร็วขึ้น แต่ช่วงเวลาระหว่างครั้งไม่ใช่ช่วงที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับโครงสร้างคอลลาเจนใหม่จากพลังงานที่ได้รับไปแล้ว การเข้าไปเติมซ้ำเร็วเกินไปจึงไม่ได้เพิ่มสิ่งที่ยังทำงานไม่เสร็จ
ในทางกลับกัน คนที่ทิ้งช่วงนานเกินไปจนลืมทำครั้งที่สองและสามก็มีไม่น้อย ซึ่งกรณีนี้เท่ากับหยุดที่ครึ่งทางของการสะสม หลักที่ใช้ง่ายที่สุดคือ ถ้าผิวสงบดีและเป็นไปตามที่คุยกันไว้ ก็เดินตามระยะประมาณ 3 สัปดาห์ แต่ถ้ายังบวมหรือรู้สึกไม่สบายผิวอยู่ ก็ขยับให้ห่างออกไปอีกหน่อยแล้วให้แพทย์ดูก่อน
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง ระยะที่เหมาะกับคุณจึงควรกำหนดร่วมกับแพทย์ที่ตรวจให้โดยตรงค่ะ พูดอีกแบบคือ ตัวเลข 3 สัปดาห์เป็นจุดตั้งต้นสำหรับการวางแผน ไม่ใช่กฎที่ต้องรักษาไว้ให้ได้ทุกกรณี เมื่อผิวตอบสนองดีก็เดินตามแผนเดิม เมื่อยังไม่พร้อมก็ขยับออกไปแล้วประเมินใหม่
ทำไมต้องเว้นระยะ ดูจากไทม์ไลน์ผลลัพธ์
เมื่อเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นในแต่ละช่วง จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมการเว้นระยะจึงเป็นส่วนหนึ่งของหัตถการ ไม่ใช่การรอเปล่า ๆ แนวโน้มโดยรวมมักเป็นดังนี้
- หลังทำครั้งแรกถึงประมาณ 2 สัปดาห์ อาจมีอาการบวมเล็กน้อยชั่วคราว ตามด้วยความรู้สึกกระชับขึ้นบาง ๆ
- ช่วง 3-4 สัปดาห์ คอลลาเจนเริ่มปรับโครงสร้างใหม่ เส้นกรามเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง
- หลังสะสมครบ 2-3 ครั้ง ไขมันที่หย่อนคล้อยจะถูกดึงเข้าใกล้ชั้นกล้ามเนื้อมากขึ้น
- ช่วง 6 เดือน ผลลัพธ์ที่สะสมมามักช่วยคงรูปกรอบหน้าไว้ได้ต่อเนื่อง
จะเห็นว่าช่วงที่การเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏคือ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งใกล้เคียงกับระยะห่างที่แนะนำพอดี การนัดครั้งถัดไปในจังหวะนี้จึงเท่ากับต่อยอดจากสิ่งที่เพิ่งเริ่มก่อตัว ไม่ใช่การทับซ้อนของอะไรที่ยังไม่ทันเกิด
และเพราะการเปลี่ยนแปลงเดินแบบค่อยเป็นค่อยไป การประเมินผลจากภาพในวันที่ทำเสร็จใหม่ ๆ จึงมักคลาดเคลื่อน ถ้าอยากติดตามด้วยตัวเอง แนะนำให้ถ่ายภาพมุมเดิมในแสงเดิมไว้ในวันแรก แล้วเทียบอีกครั้งช่วงสัปดาห์ที่ 3-4 ค่ะ
จำนวนช็อตกับความลึก อะไรตัดสินผลลัพธ์กันแน่
คนไข้จำนวนมากมักถามว่าทำกี่ช็อตเป็นคำถามแรก แต่ในทางคลินิก จำนวนช็อตที่มากพอไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไป บางเคสที่ช็อตน้อยกว่าแต่ยิงเข้าชั้นที่ถูกต้อง กลับเห็นเส้นกรามชัดขึ้นได้ดีกว่า
Shurink ใช้เทคโนโลยี HIFU หรือคลื่นเสียงความเข้มสูงแบบโฟกัส ส่งพลังงานลงไปสร้างจุดความร้อนเล็ก ๆ ที่ชั้นผิวหนังแท้และชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเอง จุดที่หลายคนไม่รู้คือ Shurink มีหัวปล่อยพลังงานหลายความลึก และแต่ละหัวไปทำงานที่คนละชั้นผิว
| ความลึกของหัว | ชั้นผิวที่ทำงาน | บทบาทในการทำกราม |
|---|---|---|
| 1.5 มม. | ชั้นผิวหนังแท้ชั้นตื้น | ดูแลผิวชั้นบน |
| 3.0 มม. | ชั้นไขมันใต้ผิวหนังและชั้น SMAS ตื้น | จับชั้น SMAS ตื้นให้แม่นยำ |
| 4.5 มม. | ชั้น SMAS ลึก | ดึงกรอบหน้าในชั้นลึก |
สัดส่วนพื้นฐานสำหรับกรอบหน้าและกรามมักอยู่ที่หัว 4.5 มม. และ 3.0 มม. ในอัตราใกล้เคียงกัน แต่สัดส่วนนี้ไม่ได้ใช้เหมือนกันทุกคน คนที่มีไขมันใต้คางค่อนข้างหนา แพทย์มักเพิ่มสัดส่วนหัว 4.5 มม. เพื่อจับทั้งไขมันและชั้น SMAS ลึกไปพร้อมกัน ส่วนคนที่ผิวบางและรูปหน้าค่อนข้างผอม แพทย์มักเพิ่มสัดส่วนหัว 3.0 มม. เพื่อจับชั้น SMAS ตื้นและผิวหนังแท้ชั้นล่างให้แม่นยำ
ดังนั้นคำถามที่ควรถามก่อนทำจึงไม่ใช่จำนวนช็อต แต่คือสัดส่วนความลึกที่จะใช้กับโครงหน้าของเราค่ะ และเมื่อสัดส่วนถูกกำหนดจากโครงหน้าจริง การเปรียบเทียบจำนวนช็อตกับคนอื่นก็แทบไม่มีความหมาย เพราะคนที่ผิวบางกับคนที่ไขมันใต้คางหนาไม่ได้รับพลังงานแบบเดียวกันตั้งแต่ต้น
สัญญาณว่าควรเว้นให้นานขึ้น หรือกลับไปให้แพทย์ดู
หลังทำอาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งมักหายไปได้เอง นี่คือแนวโน้มที่พบได้บ่อย แต่มีอาการบางอย่างที่ไม่ควรรอให้ถึงนัดครั้งถัดไป
- ปวดมากผิดปกติ หรือชาต่อเนื่องนานเกินไป ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
- อาการบวมที่เพิ่มขึ้นแทนที่จะค่อย ๆ ลดลงในแต่ละวัน ควรให้แพทย์ดูก่อนนัดครั้งถัดไป
- ยังรู้สึกไม่สบายผิวอยู่เมื่อถึงกำหนดครั้งถัดไป ให้เลื่อนออกไปก่อน ดีกว่าฝืนทำตามตาราง
ความเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับกรามคือการกระตุ้นเส้นประสาทที่พาดผ่านขอบกราม ซึ่งมักเกิดจากการยิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวโดยไม่ผสมหัว 3.0 มม. เข้าไปช่วยกระจายพลังงาน กรามเป็นบริเวณที่ผิวและชั้นไขมันใต้ผิวหนังบางกว่าจุดอื่น อีกทั้งกระดูกขากรรไกรก็อยู่ใกล้ผิวมากเป็นพิเศษ
ด้วยเหตุนี้ การเลือกสัดส่วนหัวให้เหมาะกับโครงหน้าจึงเป็นเรื่องที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องประเมินเป็นรายบุคคล และเป็นอีกเหตุผลที่การทำถี่ ๆ โดยไม่ทบทวนสัดส่วนในแต่ละครั้งไม่ใช่ทางที่ปลอดภัยกว่าเสมอไปค่ะ หากเคยรู้สึกเจ็บแปลบผิดปกติในครั้งก่อน ควรเล่าให้แพทย์ฟังตั้งแต่ต้นการนัดครั้งถัดไป เพราะข้อมูลนี้ช่วยให้ปรับสัดส่วนและพลังงานได้ตรงจุดกว่าการเริ่มใหม่จากศูนย์
ที่ Beautystone ย่านฮับจอง กรุงโซล เรากำหนดจังหวะแบบนี้
ดร.คิม แดเนียล ฮาวอน เริ่มการนัดครั้งถัดไปจากการดูผลของครั้งก่อนเสมอ ถ้าผิวสงบดีและเส้นกรามเริ่มขยับตามที่คาดไว้ ก็เดินตามระยะประมาณ 3 สัปดาห์ตามแผน แต่ถ้ายังมีบวมหรือรู้สึกไม่สบายผิว ก็ขยับให้ห่างออกไปก่อนแล้วค่อยประเมินใหม่ แทนที่จะยึดวันที่จองไว้ล่วงหน้าเป็นหลัก
- ทบทวนสัดส่วนหัว 4.5 มม. และ 3.0 มม. ในทุกครั้ง ตามความหนาของไขมันใต้คางและความบางของผิว
- บันทึกอาการหลังทำของครั้งก่อนไว้ เพื่อปรับพลังงานและระยะห่างของครั้งถัดไป
- ให้คำแนะนำการดูแลหลังทำไปพร้อมกันเป็นชุด ทั้งการสังเกตอาการและช่วงเวลาที่ควรกลับมาให้ดู
สำหรับคนที่ไขมันใต้คางมีน้อยมาก แต่ผิวหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก การทำ Shurink เพียงอย่างเดียวอาจมีข้อจำกัดในการดึงกรอบหน้าให้ชัดขึ้น กรณีนี้แพทย์อาจพิจารณาผสมกับเครื่องคลื่นวิทยุหรือโบท็อกซ์บริเวณมุมปากร่วมด้วย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแผน ไม่ใช่การเพิ่มความถี่
บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป ไม่ได้ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยค่ะ ผลลัพธ์และจังหวะที่เหมาะสมแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสัดส่วนความลึกและระยะห่างที่เหมาะกับโครงหน้าของคุณก่อนตัดสินใจ
คำถามที่พบบ่อย
ทำครบ 3 ครั้งแล้ว ควรเว้นนานแค่ไหนก่อนเริ่มรอบใหม่?
ผลที่สะสมมาจากรอบแรกมักช่วยคงรูปกรอบหน้าไว้ได้ต่อเนื่องในช่วงประมาณ 6 เดือน การเริ่มรอบใหม่จึงมักดูจากช่วงเวลานั้นประกอบกับสภาพผิวจริง ไม่ใช่การนับปฏิทินอย่างเดียว ระยะที่เหมาะกับแต่ละคนแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรให้แพทย์ประเมินก่อนนัดรอบถัดไปค่ะ
ยังไม่เห็นผลหลังครั้งแรก ควรเลื่อนครั้งถัดไปให้เร็วขึ้นไหม?
ไม่แนะนำให้ย่นระยะค่ะ ช่วง 3-4 สัปดาห์คือจังหวะที่คอลลาเจนเริ่มปรับโครงสร้างใหม่ การเข้าไปทำซ้ำก่อนหน้านั้นจึงไม่ได้เร่งสิ่งที่ยังทำงานไม่เสร็จ ถ้ากังวลว่าช้ากว่าที่คิด ให้กลับไปให้แพทย์ดูสภาพผิวและทบทวนสัดส่วนความลึกจะตรงจุดกว่า
ระหว่างรอบ ทำหัตถการอื่นที่กรามได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับชนิดของหัตถการและสภาพผิวในตอนนั้นค่ะ ในบางกรณีที่ไขมันใต้คางน้อยแต่ผิวหย่อนคล้อยมาก แพทย์อาจพิจารณาผสมเครื่องคลื่นวิทยุหรือโบท็อกซ์บริเวณมุมปากร่วมด้วยอยู่แล้ว จึงควรแจ้งแผนทั้งหมดให้แพทย์ทราบก่อน เพื่อจัดลำดับและระยะห่างให้เหมาะสม
เห็นคนบอกว่าอย่าทำ Shurink บ่อย จริงหรือไม่?
สิ่งที่ควรระวังไม่ใช่ตัวเลขความถี่อย่างเดียวค่ะ แต่คือการทำซ้ำโดยไม่ทบทวนสัดส่วนความลึกในแต่ละครั้ง โดยเฉพาะที่กราม ซึ่งการยิงหัว 4.5 มม. เพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงต่อเส้นประสาทที่พาดผ่านขอบกรามมากกว่าที่หลายคนคิด การทำตามระยะที่วางไว้พร้อมประเมินทุกครั้งจึงสำคัญกว่าการนับจำนวน


