ความแสบจากเรตินอล อย่าเชื่อคำว่าทนไว้แล้วจะได้ผลดี
หากความแสบจากเรตินอลเกิดขึ้นซ้ำๆ อาจเป็นสัญญาณของการเสียหายของ skin barrier ขอสรุปสาเหตุและวิธีแก้ไข


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ความแสบจากเรตินอล อย่าเชื่อคำว่าทนไว้แล้วจะได้ผลดี
นายแพทย์วี ยองจิน จาก บิวตี้ส ด็อกเตอร์ส ค่ะ
💡 กรุณาตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. การใช้เรตินอลแล้วรู้สึกแสบนิดหน่อยเป็นเรื่องปกติใช่มั้ยคะ?
A. ในช่วงปรับตัวเริ่มต้นอาจมีการระคายเคืองเล็กน้อยได้ แต่หากทุกครั้งที่ใช้รู้สึก 'แสบ' นั่นไม่ใช่การปรับตัว แต่เป็นสัญญาณว่า skin barrier กำลังพังทลายลงค่ะ
Q. ต้องทนความแสบไว้ เพื่อให้เรตินอลได้ผลดีกว่าใช่มั้ยคะ?
A. ไม่ใช่เลยค่ะ เมื่อ barrier เสียหายแล้ว เรตินอลจะไม่ซึมลึกเข้าไปในผิว แต่จะเพิ่มการอักเสบเท่านั้นค่ะ
"เหตุผลที่ต้องหยุดทันทีหากใช้เรตินอลแล้วรู้สึกแสบทุกครั้ง"
— นายแพทย์วี ยองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
ความแสบจากเรตินอล มีปัญหาอะไรกันแน่คะ
เวลาค้นหาเรื่องเรตินอลจะเจอคำพูดแบบนี้
"ตอนแรกทุกคนแสบหมด"
"ทนไว้แล้วผิวจะปรับตัวเอง"
คำพูดแบบนี้มีเยอะมากเลยค่ะ
ตอนแรกเราก็สงสัยว่าถูกหรือเปล่า
แต่หลังจากเห็นผู้ป่วยที่ผิวเสียหายจากเรตินอล
มาหาเราหลายร้อยเคส
เราถึงได้รู้แน่ชัดว่า
ความแสบ ≠ ประสิทธิภาพค่ะ
ความแสบ = สัญญาณเตือนจากผิวหนัง
แต่มีสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องแยกแยะ
'การระคายเคืองเล็กน้อยในครั้งแรก' กับ
'ความแสบที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ใช้'
เป็นสภาวะที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
เหตุใดต้องหยุดทันทีเมื่อแสบทุกครั้ง
เรตินอลเป็นวิตามินเอรูปแบบหนึ่ง
เมื่อทาบนผิวจะเปลี่ยนเป็น เรตินัล → กรดเรติโนอิก (tretinoin)
และกระตุ้นการหมุนเวียนของเซลล์ผิวหนังค่ะ
พูดง่ายๆ คือ
ผลักเซลล์ผิวเก่าออกไปอย่างรวดเร็ว
และให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่
ตรงนี้ค่อนข้างคลุมเครือ
เพราะในระหว่างกระบวนการนี้ อาจเกิดความแห้งเล็กน้อย
หรือการระคายเคืองเล็กๆ ได้ในช่วงแรก
ซึ่งเรียกว่า 'ช่วงปรับตัวเรตินอล (Retinization)' ค่ะ
แต่ช่วงปรับตัวนี้
ปกติจะจบภายใน 2-4 สัปดาห์ค่ะ
หากผ่านไปเกิน 1 เดือนแล้ว
ยังคงรู้สึกแสบทุกครั้งที่ใช้ แดง
ผิวลอก หรือรู้สึกร้อนผิว
นั่นไม่ใช่การปรับตัวค่ะ
แต่หมายความว่า Skin Barrier
กำลังพังทลายลง
Skin Barrier คือ
ชั้นป้องกันที่เติมเต็มระหว่างเซลล์เซราตินไซต์
ประกอบด้วยเซราไมด์ กรดไขมัน คอเลสเตอรอล
และไลปิดอื่นๆ ค่ะ
เมื่อมันแข็งแรง จะทำหน้าที่เหมือนปูนซีเมนต์ระหว่างอิฐ
ป้องกันการระคายเคืองจากภายนอก
แต่หากใช้เรตินอลมากเกินไป จนซีเมนต์นี้
ละลายออกไป จะเกิดอะไรขึ้น
เรตินอลจะไม่ซึมลึกเข้าไป 'อย่างมีประสิทธิภาพ'
แต่จะเป็นแค่การกระตุ้น
ผิวที่ไร้การป้องกันเท่านั้นค่ะ
พูดตรงๆ ว่า
หากใช้เรตินอลต่อในสภาพนี้
จะไม่ได้ผลต้านริ้วรอย
แต่จะทำให้เกิด การอักเสบเรื้อรัง → เม็ดสีสะสม → ผิวแพ้ง่าย
ตามลำดับนี้แทนค่ะ
หลายคนเข้าใจผิดว่า
"เป็นสารดีๆ ทนใช้ไปก่อนแล้วกัน"
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่กับเรตินอลค่ะ
เรตินอลต้องใช้ตอนที่
สภาพผิวแข็งแรงเท่านั้น
จึงจะได้ผลที่แท้จริงค่ะ
เปรียบเทียบได้กับ
การออกกำลังกายแล้วปวดกล้ามเนื้อเป็นเรื่องปกติ
แต่หากกระดูกหักแล้วยังออกกำลังกาย
จะไม่ใช่การฟื้นฟู แต่เป็นการทำให้แย่ลงค่ะ
ปฏิกิริยาปกติ vs ความเสียหายของ barrier แยกอย่างไร
| หัวข้อ | ปฏิกิริยาปรับตัวปกติ | สัญญาณ barrier เสียหาย |
|---|---|---|
| ระยะเวลา | ภายใน 2-4 สัปดาห์หลังใช้ | นานเกิน 4 สัปดาห์ |
| ระดับความแสบ | แสบเล็กน้อยตอนทา หายเร็ว | แสบร้อนทุกครั้งที่ทา นานหลายชั่วโมง |
| ผิวลอก | ลอกเล็กน้อย | ลอก แตก พร้อมผื่นแดง |
| ความชุ่มชื้น | ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์แล้วดีขึ้น | ทาอะไรก็แห้ง ตึงซ้ำๆ |
| การใช้ผลิตภัณฑ์อื่น | ไม่มีปัญหามาก | แม้ทาโทนเนอร์ธรรมดาก็แสบ |
ข้อสุดท้ายเป็นจุดสำคัญที่สุดค่ะ
หากแม้ในวันที่ไม่ได้ใช้เรตินอล
แค่ใช้ผลิตภัณฑ์พื้นฐานก็แสบ หรือแค่น้ำแตะหน้า
ก็รู้สึกระคายเคือง
นั่นแสดงว่า barrier พังไปมากแล้วค่ะ
ในจุดนี้ การใช้เรตินอลต่อ
เหมือนเทน้ำมันใส่ไฟค่ะ
เรตินอลไม่ใช่สารที่ 'เจ็บแล้วจะได้ผล' ค่ะ
การแสบทุกครั้งหมายความว่าโครงสร้างไลปิดของ skin barrier พังทลายแล้ว
ในสภาพนี้ ไม่ว่าจะเป็นสารดีๆ อะไรทาแล้วก็จะระคายเคืองเท่านั้น
การหยุดใช้คือจุดเริ่มต้นของการรักษาค่ะ
เมื่อเริ่มแสบ วิธีจัดการทีละขั้นตอน
แต่ละเคสแตกต่างกัน
แต่โดยปกติเราจะแนะนำแบบนี้ค่ะ
ขั้นตอนที่ 1: หยุดทันที
หยุดใช้เรตินอลก่อนค่ะ
ไม่ใช่ "ลองลดความเข้มข้นดูมั้ย"
แต่หยุดใช้สนิทเลย
ปกติอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพอาจถึง 4 สัปดาห์
ขั้นตอนที่ 2: มุ่งเน้นการฟื้นฟู barrier
เปลี่ยนรูทีนให้เน้นสารฟื้นฟู barrier
อย่างเซราไมด์ แพนทีนอล สควอเลนค่ะ
ช่วงนี้ต้องงดผลิตภัณฑ์ฟังก์ชันเนลทั้งหมด
วิตามินซี AHA BHA ก็ต้องพักหมดค่ะ
ขั้นตอนที่ 3: ทดสอบความระคายเคือง แล้วค่อยเริ่มใหม่
เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์พื้นฐานแล้วไม่มีการระคายเคือง
และผิวหน้ากลับมาเรียบเนียนแล้ว
ค่อยเริ่มใช้เรตินอลใหม่
แต่เริ่มจากสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ความเข้มข้นต่ำสุด
แต่ข่าวดีนี้ก็ไม่ใช่ข่าวดีทั้งหมดค่ะ
Barrier ที่พังแล้วต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู
เร็วสุด 2 สัปดาห์ กรณีรุนแรงอาจใช้เวลา 2-3 เดือน
แต่หากไม่ลงทุนเวลานี้
อาจกลายเป็นผิวแพ้ง่ายแบบเรื้อรัง
เพราะงั้น "แม้จะอึดอัดหน่อย แต่พักตอนนี้ดีกว่า"
เราถึงแนะนำแบบนี้ค่ะ
เมื่อ barrier เสียหายอย่างรุนแรง สิ่งที่คลินิกช่วยได้
บางคนการใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่บ้านอย่างเดียวไม่ฟื้น
โดยเฉพาะกรณีที่ทนใช้เรตินอลมาหลายเดือน
แล้วค่อยมาหาเราค่ะ
กรณีแบบนี้
อาจต้องพิจารณาเลเซอร์ฟื้นฟู หรือการดูแลเสริม barrier
เช่น การรักษาด้วยแสง LED ความเข้มต่ำ
หรือการดูแลฟื้นฟูด้วย growth factor
ช่วยเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟู barrier
โดยไม่ระคายเคืองผิวเพิ่มเติมค่ะ
จริงๆ แล้วมีผู้ป่วยที่ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่บ้านเกินเดือน
ไม่ดีขึ้นเลยมาหาเรา
หลังรับการดูแลฟื้นฟู 2-3 ครั้ง
ความระคายเคืองจากผลิตภัณฑ์พื้นฐานหายไป
เคสแบบนี้มีเยอะทีเดียวค่ะ
มีสิ่งหนึ่งที่ต้องบอกให้ฟังเลย
ในสภาพ barrier เสียหาย
หากต้องการ "หายเร็วๆ" แล้วไป
ทำเพลลิ่งหรือเลเซอร์แรงๆ
สถานการณ์อาจแย่ลงได้ค่ะ
เพราะงั้นเคสแบบนี้
ต้องประเมินสภาพผิวปัจจุบันให้ถูกต้องก่อน
แล้วค่อยกำหนดความแรงของการรักษาค่ะ
คำถามที่ถามบ่อย
Q1. ลดความเข้มข้นของเรตินอลแล้วจะใช้ได้โดยไม่แสบมั้ยคะ?
A. หาก barrier เสียหายไปแล้ว
แม้ลดความเข้มข้นแล้วก็ยังระคายเคืองอยู่ค่ะ
ต้องรอ barrier ฟื้นฟูก่อน แล้วค่อยเริ่มใหม่
จากความเข้มข้นต่ำ
การเปลี่ยนแค่ความเข้มข้นในขณะที่เสียหายอยู่
ไม่ใช่การแก้ปัญหาจากรากเหง้าค่ะ
Q2. ในช่วงฟื้นฟู barrier ไม่ทาอะไรเลยดีกว่ามั้ยคะ?
A. ไม่ทาอะไรเลยกลับไม่ดีค่ะ
มอยส์เจอร์ไรเซอร์อ่อนโยนที่มี
เซราไมด์หรือแพนทีนอลต้องทาต่อเนื่อง
งดแค่สารระคายเคือง
ไม่ได้งดการบำรุงความชุ่มชื้นค่ะ
Q3. แทนเรตินอล ใช้สารทดแทนอย่าง bakuchiol ได้มั้ยคะ?
A. Bakuchiol ระคายเคืองน้อยกว่า
เรตินอลจริงค่ะ
แต่แนะนำให้ใช้หลัง barrier ฟื้นฟูแล้ว
เช่นกัน
เพราะในสภาพ barrier เสียหาย
สารฟังก์ชันเนลไหนๆ ก็อาจระคายเคืองได้ค่ะ
อย่าเพิกเฉยต่อสัญญาณที่ผิวส่งมา
หากมีความแสบซ้ำๆ กรุณาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญค่ะ
นายแพทย์วี ยองจิน ค่ะ
▶ อ่านร่วมกัน
- ▶ผลของอัลเทอร่า 300 shots ทำแค่บริเวณแก้มเท่านั้น[ผู้เชี่ยวชาญจุฬาฯ]
- ▶การกำจัดรอยสักด้วยพิโคเวย์ โดยเฉลี่ยต้องกี่ครั้งถึงจะหายหมด?
- ▶หน้ารูปถั่วลิสง ฟิลเลอร์ขมับช่วยแก้ได้จริงมั้ย? รีวิวตรงไปตรงมา
- ▶นายแพทย์วี ยองจิน เผยการทำจูเวลูคกล้ามบอดี้
- ▶ฟิลเลอร์ฮงแด "ใครฉีดสำคัญกว่าราคา" (ความแตกต่างของการรักษาโดยแพทย์โดยตรง)










