Onda กับ Shurink ต่างกันอย่างไร ความร้อนลงลึกแค่ไหน
Onda และ Shurink เป็นทรีตเมนต์กระชับผิวเหมือนกัน แต่วิธีส่งผ่านความร้อนและความลึกที่ลงถึงต่างกันมาก บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดว่าแต่ละเครื่องเหมาะกับใครค่ะ

เมื่อเริ่มรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยหรือความกระชับลดลง หลายคนมักได้ยินชื่อ Onda กับ Shurink อยู่บ่อย ๆ ทั้งสองเป็นทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อนกระชับผิวเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้ววิธีส่งผ่านความร้อนและความลึกที่ลงถึงนั้นต่างกันพอสมควรค่ะ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจอย่างใจเย็นว่า Onda ซึ่งใช้คลื่นไมโครเวฟ กับ Shurink ที่ใช้ HIFU ทำงานกับผิวชั้นไหน และปัญหาแบบไหนเหมาะกับเครื่องใดมากกว่ากัน เพื่อให้เลือกได้ตรงกับความต้องการของตัวเองมากที่สุดนะคะ
Onda กับ Shurink ส่งผ่านความร้อนต่างกันอย่างไร
Onda ใช้คลื่นไมโครเวฟที่เรียกว่า Coolwaves ซึ่งตอบสนองได้ดีทั้งกับน้ำในเนื้อเยื่อและกับไขมัน จึงสร้างความร้อนกระจายไปทั่วบริเวณอย่างนุ่มนวลค่ะ ลักษณะของคลื่นไมโครเวฟคือแผ่กว้างและค่อย ๆ อุ่นเนื้อเยื่อทั้งผืน ทำให้ความร้อนเดินทางไปได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่ได้เจาะจงเป็นจุดเดียว ส่วน Shurink ใช้คลื่นอัลตราซาวด์แบบโฟกัสพลังงานสูง หรือที่เรียกกันว่า HIFU ซึ่งรวมพลังงานคลื่นเสียงไปที่จุดโฟกัสจุดเดียวแล้วทำให้จุดนั้นร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรอบ ๆ จุดโฟกัสแทบไม่ได้รับความร้อนเลยนะคะ พูดง่าย ๆ คือ Onda เน้นให้ความร้อนแบบทั้งผืน ส่วน Shurink สร้างความร้อนเป็นจุด ๆ ที่เจาะจงลงไปในความลึกที่ต้องการ ความต่างของหลักการตรงนี้เองที่ทำให้ทั้งสองเครื่องลงลึกไม่เท่ากันและเหมาะกับปัญหาที่ต่างกันค่ะ
ความร้อนลงลึกแค่ไหน ชั้นผิวที่แต่ละเครื่องเจาะจง
จุดเด่นสำคัญของ Shurink คือสามารถส่งจุดโฟกัสลงไปได้ลึกถึงชั้นที่เรียกว่า SMAS ซึ่งเป็นชั้นพังผืดใต้ผิวที่ทำหน้าที่เหมือนโครงพยุงใบหน้าค่ะ การเปลี่ยนหัวคาร์ทริดจ์ทำให้เลือกความลึกได้ตั้งแต่ชั้นตื้นไปจนถึงชั้นลึก จึงมักถูกเลือกใช้เมื่ออยากยกกระชับจากฐาน เช่น กรอบหน้าที่เริ่มหย่อนหรือแก้มที่ตกลงมา ส่วน Onda ด้วยธรรมชาติของคลื่นไมโครเวฟจะถนัดการทำงานกับชั้นหนังแท้ไล่ลงไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวแบบทั้งผืน จึงเหมาะกับการดูแลไขมันเฉพาะส่วน ความหย่อนเล็ก ๆ น้อย ๆ และความกระชับโดยรวมของผิว มีงานวิจัยที่รายงานว่าการให้ความร้อนด้วยคลื่นความถี่วิทยุหรือไมโครเวฟอาจกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้ (งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง) ดังนั้นแทนที่จะมองว่าเครื่องไหนดีกว่ากัน ลองมองว่าเราอยากดูแลผิวชั้นไหนจะช่วยให้เลือกได้ง่ายขึ้นค่ะ อีกอย่างที่ควรเข้าใจคือ แม้จะเป็น HIFU เหมือนกัน แต่ความลึกที่ปล่อยพลังงานจะเปลี่ยนไปตามหัวที่ใช้ บางครั้งจึงมีการผสมทั้งการลงลึกถึง SMAS และการทำงานที่ชั้นตื้นกว่าเข้าด้วยกัน ขณะที่ Onda จะเน้นความสม่ำเสมอแบบทั้งพื้นที่ ช่วยยกระดับความกระชับของบริเวณที่ทำทั้งหมด ไม่ได้เจาะจงเฉพาะจุดเดียวนะคะ
ปัญหาแบบไหนเหมาะกับเครื่องไหน
เพราะความลึกที่ความร้อนลงถึงต่างกัน ปัญหาที่แต่ละเครื่องถนัดจึงมีแนวโน้มต่างกันค่ะ ข้อมูลด้านล่างเป็นเพียงแนวทางคร่าว ๆ ส่วนความเหมาะสมจริง ๆ ต้องให้แพทย์ประเมินสภาพผิวขณะปรึกษาอีกครั้งนะคะ
- อยากยกกระชับกรอบหน้าและแก้มที่หย่อนลึกจากฐาน มักเลือก Shurink เพราะลงถึงชั้น SMAS
- อยากดูแลไขมันเฉพาะส่วนอย่างต้นแขนหรือใต้คาง พร้อมความหย่อนแบบทั้งผืน Onda จะเหมาะกว่า
- อยากเพิ่มความกระชับโดยรวมและให้ความร้อนกระจายสม่ำเสมอทั้งบริเวณ เป็นจุดที่ Onda ถนัด
- มีทั้งจุดที่อยากให้ลงลึกและบริเวณที่อยากอุ่นแบบทั้งผืน อาจปรึกษาเรื่องการทำร่วมกันได้
ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง
ทั้งสองทรีตเมนต์อาจมีรอยแดงเล็กน้อย ความรู้สึกอุ่นวูบ หรืออาการบวมเฉพาะจุดหลังทำได้ค่ะ ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ทุเลาลงภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน แต่ความรู้สึกก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน Shurink ที่รวมความร้อนลงลึกเป็นจุดอาจทำให้บางคนรู้สึกเจ็บระหว่างทำมากกว่า และบางครั้งอาจมีความรู้สึกตื้อ ๆ หลงเหลืออยู่ชั่วคราว ส่วน Onda ที่ให้ความร้อนแบบทั้งผืนมักมีความรู้สึกอุ่นค้างอยู่นานกว่า แต่มักถูกอธิบายว่ามีช่วงพักฟื้นสั้นกว่า สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือมีแผ่นโลหะหรืออุปกรณ์ฝังในบริเวณที่จะทำ อาจไม่สามารถรับการรักษาได้ จึงควรแจ้งแพทย์ให้ครบก่อนเสมอนะคะ (เอกสารอ้างอิง) หลังทำผิวจะแห้งและไวต่อแดดมากขึ้น การบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์และทากันแดดอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมากค่ะ ถ้ามีอาการที่ผิดปกติหรือเป็นนานผิดปกติ ไม่ควรวินิจฉัยเอง แต่ให้กลับไปปรึกษาสถานพยาบาลที่ทำนะคะ
สรุป
Onda กับ Shurink แม้จะเป็นการกระชับผิวเหมือนกัน แต่ต่างกันตั้งแต่วิธีส่งผ่านความร้อนค่ะ Onda ใช้คลื่นไมโครเวฟอุ่นชั้นหนังแท้ไล่ถึงชั้นไขมันแบบทั้งผืน ส่วน Shurink ใช้ HIFU ส่งความร้อนเป็นจุดลงลึกถึงชั้น SMAS อยากยกกระชับจากฐานที่ปัญหาลงลึก หรืออยากดูแลความกระชับโดยรวมและไขมันเฉพาะส่วน จุดประสงค์ที่ต่างกันจะพาไปสู่เครื่องที่ต่างกัน แทนที่จะถามว่าเครื่องไหนดีที่สุด ลองปรึกษาแพทย์เพื่อดูว่าปัญหาของเราอยู่ที่ผิวชั้นไหน แล้วค่อย ๆ เลือกไปด้วยกันจะดีที่สุดนะคะ
ในเรื่องค่าใช้จ่าย ราคาของ Onda และ Shurink จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนช็อต บริเวณที่ทำ และแผนการดูแลที่แพทย์ออกแบบให้เป็นรายบุคคล จึงดูราคาล่าสุดได้ที่ หน้าราคา นะคะ* (*ราคาที่คลินิกในกรุงโซลอาจเปลี่ยนแปลงได้)
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจนะคะ ถ้าอยากรู้ว่าปัญหาผิวของคุณเหมาะกับ Onda หรือ Shurink มากกว่ากัน BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ยินดีให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ







