รีจูแรนไม่เจ็บ — HB Plus vs Healer ต่างกันตรงไหน?
ถ้าอยากได้รีจูแรนแบบไม่เจ็บ HB Plus คือคำตอบที่หลายคนเลือกครับ แต่ผลลัพธ์จะต่างจาก Healer อยู่บ้าง ควรเลือกตามเป้าหมายของตัวเองครับ


วียองจิน
ผู้อำนวยการ
ถ้ากำลังศึกษาเรื่องรีจูแรนแล้วรู้สึกว่า "กลัวเจ็บมาก" HB Plus ก็เป็นตัวเลือกที่ถูกพูดถึงบ่อยครับ สรุปสั้น ๆ คือ HB Plus คือเวอร์ชันที่ลดความเจ็บปวด ส่วน Healer เป็นสูตรดั้งเดิมกลุ่ม PN ที่ให้ผลลัพธ์ต่างออกไปนิดหน่อย การเลือกขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความทนต่อความเจ็บปวดของแต่ละคนครับ
ไลน์อัปรีจูแรน — Healer, HB, HB Plus แต่ละตัวต่างกันอย่างไร
ภายใต้ชื่อรีจูแรนมีหลายไลน์อัปครับ ใช้ส่วนผสมหลักเป็น Polynucleotide (PN) เหมือนกัน แต่ความเข้มข้นของส่วนผสมและฟังก์ชันต่างกัน:
| ไลน์ | ส่วนผสมหลัก | เป้าหมายหลัก | ความเจ็บปวด |
|---|---|---|---|
| รีจูแรน Healer | PN 2% | การฟื้นฟูชั้นหนังแท้ · ปรับสภาพผิว | เจ็บมากที่สุดเมื่อเทียบกัน |
| รีจูแรน HB | PN + HA ผสมกัน | มอยส์เจอร์ไรเซอร์ · ปรับสภาพผิว | ปานกลาง |
| รีจูแรน HB Plus | PN + HA + ส่วนผสมยาชา | ลดความเจ็บปวด + มอยส์เจอร์ไรเซอร์ | เจ็บน้อยที่สุด |
Healer คือสูตรต้นฉบับ ส่วน HB → HB Plus คือการขยายไลน์เพื่อลดภาระจากการทำหัตถการครับ
PN (Polynucleotide)*: สารสกัดจาก DNA ของอัณฑะปลาแซลมอน เป็นส่วนผสมที่รู้จักกันดีในด้านการกระตุ้นการแบ่งตัวและการฟื้นฟูของเซลล์ผิวครับ
HB Plus ลดความเจ็บปวดได้อย่างไร
เหตุผลที่ HB Plus เจ็บน้อยกว่ารีจูแรนทั่วไปมีสองข้อครับ:
- มีส่วนผสมของยาชาเฉพาะที่ — ช่วยบล็อกสัญญาณความเจ็บปวดระหว่างทำหัตถการ
- เติม HA เพื่อปรับความหนืด — ลดแรงดันขณะฉีด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีส่วนผสมของยาชา จึงสำคัญมากที่ต้องแจ้งประวัติการแพ้ยาก่อนทำหัตถการครับ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาชา Lidocaine* ควรเลือกใช้ Healer แบบปกติแทน HB Plus ครับ
Lidocaine*: ยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ลดความเจ็บปวดระหว่างทำหัตถการ อาจมีปฏิกิริยาการแพ้ได้ในบางรายแม้จะพบได้น้อย จึงจำเป็นต้องแจ้งข้อมูลก่อนทำหัตถการครับ
คู่มือความปลอดภัยสำหรับหัตถการความงามแบบไม่ผ่าตัดก็ยังย้ำว่าหัตถการที่มีส่วนผสมของยาชาควรตรวจสอบประวัติการแพ้ก่อนเสมอครับ
ผลลัพธ์ — อยู่ในไลน์เดียวกัน แต่ให้ผลต่างกัน
สรุปความแตกต่างของผลลัพธ์ทั้งสามไลน์ได้ดังนี้ครับ:
| หัวข้อ | Healer | HB | HB Plus |
|---|---|---|---|
| ความเข้มข้นของการฟื้นฟูชั้นหนังแท้ | สูง | ปานกลาง | ปานกลาง |
| ความชุ่มชื้นที่เห็นผลทันที | น้อย | สูง | สูง |
| การปรับสภาพผิวและความยืดหยุ่น | สูง | ปานกลาง | ปานกลาง |
| การเปลี่ยนแปลงต่อครั้ง | มาก | ปานกลาง | ปานกลาง |
| จำนวนครั้งที่แนะนำ | 3–4 ครั้ง | 2–3 ครั้ง | 2–3 ครั้ง |
ถ้าต้องการฟื้นฟูชั้นหนังแท้อย่างเข้มข้นแนะนำ Healer ส่วน ถ้าอยากรู้สึกชุ่มชื้นเร็วแนะนำกลุ่ม HB ครับ HB Plus ให้ผลลัพธ์คล้าย HB แต่เจ็บน้อยกว่าครับ
โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นระยะระหว่างครั้งประมาณ 2–4 สัปดาห์ครับ กรุณาปรึกษาแพทย์ตามความเร็วในการฟื้นฟูผิวและตารางเวลาของตัวเองครับ
ใครเหมาะกับไลน์ไหน
สรุปเกณฑ์การเลือกตามสถานการณ์ของแต่ละคนได้ดังนี้ครับ:
- ผู้ที่ทนความเจ็บปวดได้น้อย หรือทำครั้งแรก → แนะนำ HB Plus
- ผู้ที่ต้องการปรับสภาพผิวและความยืดหยุ่นอย่างเข้มข้น → แนะนำ Healer
- ผู้ที่อยากรู้สึกชุ่มชื้นและเห็นผลสภาพผิวเร็ว → HB หรือ HB Plus
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาชา Lidocaine → Healer (ไม่มีส่วนผสมยาชา)
- ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร → เลื่อนการทำหัตถการออกไปก่อน (ทุกไลน์)
- มีการอักเสบหรือสิวที่บริเวณที่จะทำ → รอให้หายดีก่อนจึงค่อยทำหัตถการ
กรณีที่ควรปรึกษาแพทย์ทันที:
- มีประวัติเกิดผลข้างเคียงจากหัตถการกลุ่ม PN
- ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือวิตามิน E ปริมาณสูง
การเลือกไลน์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยสภาพผิว ความทนต่อความเจ็บปวด และตารางเวลาของแต่ละคนครับ หากแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองในการปรึกษาก่อนทำหัตถการด้วย จะช่วยให้จับคู่ได้แม่นยำยิ่งขึ้นครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. HB Plus ได้ผลน้อยกว่า Healer ไหม?
A. มากกว่าที่จะบอกว่า "ได้ผลน้อยกว่า" คือ "ให้ผลลัพธ์ต่างกัน" จะแม่นยำกว่าครับ HB Plus เด่นเรื่องลดความเจ็บปวดและการเพิ่มความชุ่มชื้น ส่วน Healer เด่นเรื่องการฟื้นฟูชั้นหนังแท้และปรับสภาพผิว ถ้าเป้าหมายคืออยากชุ่มชื้นเร็วก็เลือก HB Plus ถ้าต้องการการฟื้นฟูเชิงลึกก็เลือก Healer ครับ
Q. ถ้าทำครั้งแรกควรเลือกไลน์ไหน?
A. ถ้ากังวลเรื่องความเจ็บปวด หลายคนเริ่มต้นด้วย HB Plus ครับ มีรีวิวมากมายว่าประสบการณ์ครั้งแรกสบายกว่ามาก และบางคนก็ย้ายมาใช้ Healer ตั้งแต่ครั้งที่สองครับ ลองปรึกษาแพทย์ตามลำดับความสำคัญของตัวเอง (ความเจ็บปวด vs ความเข้มข้นของผล) ดูนะครับ
Q. ควรเว้นระยะห่างระหว่างครั้งนานแค่ไหน?
A. โดยทั่วไปแนะนำให้เว้น 2–4 สัปดาห์ครับ อาจต้องปรับระยะห่างหากช่วงพักฟื้นของบริเวณที่ทำ สภาพผิวของคุณ หรือตารางหัตถการอื่น (เช่น โบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์) ทับซ้อนกันครับ กรุณาแจ้งประวัติการทำหัตถการอื่น ๆ ในการปรึกษาก่อนทำด้วยนะครับ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปครับ ความเหมาะสมในการทำหัตถการของแต่ละคนควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลโดยตรงครับ







