ภาพประกอบโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าด้วย Coretox ที่คลินิก BeautyStone
บอดี้

ฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าทำไมต้องเลือก Coretox ไม่ใช่โบท็อกซ์ทั่วไป?

กล้ามเนื้อบ่าที่ตั้งชันจนคอดูสั้นลง แก้ไขได้ด้วยโบท็อกซ์ปริมาณสูง บทความนี้ชวนทำความเข้าใจว่าทำไมคลินิกส่วนใหญ่เลือกใช้ Coretox สำหรับบริเวณนี้ และสิ่งที่ควรระวังก่อนตัดสินใจทำหัตถการ

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าบ่าดูตั้งขึ้นจนคอดูสั้นลงไปไหมคะ? หลายคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือแบกความเครียดสะสมไว้ที่ไหล่ มักเจอปัญหากล้ามเนื้อบ่าที่ตึงจนดูใหญ่และตั้งชันขึ้นเรื่อย ๆ การยืดกล้ามเนื้อหรือนวดคลายเองอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้ากล้ามเนื้อบ่าพัฒนาจนเห็นชัดแล้ว การฉีดโบท็อกซ์มักเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ตรงจุดกว่า บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกเรื่องโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่า และเหตุผลที่คลินิกส่วนใหญ่เลือกใช้ Coretox สำหรับบริเวณนี้โดยเฉพาะ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลก่อนและหลังทำหัตถการค่ะ

โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่า (Trapezius Botox) คืออะไร

กล้ามเนื้อบ่า (Trapezius) เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ทอดยาวจากท้ายทอยลงมาถึงหัวไหล่ทั้งสองข้าง ทำหน้าที่พยุงคอและขยับไหล่ในชีวิตประจำวัน เมื่อถูกใช้งานหนักต่อเนื่อง เช่น ยกของหนักเป็นประจำ ออกกำลังกายเน้นกล้ามเนื้อส่วนบน หรือแม้แต่เกร็งไหล่จากความเครียดสะสม กล้ามเนื้อส่วนนี้อาจหนาและตั้งชันขึ้นจนเห็นเป็นสันนูนทั้งสองข้างของคอ ทำให้คอดูสั้นลงและแนวไหล่ดูกว้างกว่าที่ควร โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าคือการฉีดโบทูลินัมท็อกซินเข้าไปในกล้ามเนื้อมัดนี้ เพื่อลดการหดเกร็งที่มากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายลง แนวบ่าที่เคยตั้งชันจะค่อย ๆ ลาดลง และคอจะดูยาวขึ้นตามมา

ภาพแสดงลักษณะกล้ามเนื้อบ่าตั้งชันที่ทำให้คอดูสั้นลง

ทำไมบริเวณบ่าต้องใช้ปริมาณสูงกว่าจุดอื่น

ถ้าเทียบกับโบท็อกซ์บริเวณใบหน้า เช่น จุดระหว่างคิ้วที่มักใช้ปริมาณราว 20-30 ยูนิต กล้ามเนื้อบ่าเป็นมัดกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่ามาก การฉีดให้ได้ผลจริงจึงมักต้องใช้ปริมาณรวมทั้งสองข้าง สูงถึง 100-200 ยูนิตขึ้นไป ซึ่งอาจต่างจากปริมาณที่ใช้บริเวณใบหน้าเกือบ 10 เท่า

ปริมาณที่สูงขนาดนี้ทำให้มีประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม คือเรื่อง 'ภาวะดื้อโบ' หรือภาวะที่ร่างกายเริ่มตอบสนองต่อโบท็อกซ์น้อยลงเมื่อฉีดซ้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน กลไกที่อยู่เบื้องหลังคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านโปรตีนเชิงซ้อน (Complexing Protein) ที่ปนอยู่ในโบทูลินัมท็อกซินทั่วไป เมื่อแอนติบอดีเหล่านี้ก่อตัวขึ้นแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ในครั้งต่อ ๆ ไปก็อาจได้ผลลดลงหรือแทบไม่เห็นผลเลย และยิ่งฉีดปริมาณสูงซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โอกาสเกิดภาวะนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย

Coretox คืออะไร ต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไปอย่างไร

Coretox เป็นโบทูลินัมท็อกซินที่พัฒนาขึ้นในเกาหลีใต้ จุดต่างหลักคือกระบวนการผลิตที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกไป เหลือไว้เฉพาะส่วนสารพิษประสาทบริสุทธิ์ (Core Neurotoxin) เท่านั้น ต่างจากโบทูลินัมท็อกซินทั่วไปที่มักมีโปรตีนเชิงซ้อนติดมาด้วยนอกเหนือจากสารออกฤทธิ์หลัก ด้วยโครงสร้างที่บริสุทธิ์กว่านี้ มีรายงานว่าโอกาสที่ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อต้านนั้นต่ำกว่าโบทูลินัมท็อกซินทั่วไป จึงเป็นเหตุผลที่คลินิกจำนวนมากเลือกใช้ Coretox กับบริเวณที่ต้องฉีดปริมาณสูงและต้องทำซ้ำต่อเนื่องในระยะยาว อย่างกล้ามเนื้อบ่า ไม่ใช่เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่หรือราคาสูงกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะภายใต้เงื่อนไข 'ปริมาณสูง บวกกับฉีดซ้ำต่อเนื่อง' ความปลอดภัยในระยะยาวมีความได้เปรียบกว่า

ภาพแสดงความแตกต่างของ Coretox ที่ปราศจากโปรตีนเชิงซ้อนเมื่อเทียบกับโบท็อกซ์ทั่วไป

ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ ระยะเวลาเห็นผลและความอยู่ตัว

หลายคนเข้าใจผิดว่าโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าคือการทำให้กล้ามเนื้อหายไป แต่จริง ๆ แล้วโบท็อกซ์เพียงบล็อกสัญญาณประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานน้อยลง มันจะค่อย ๆ ฝ่อตัวลงตามธรรมชาติ ปริมาตรของกล้ามเนื้อจึงลดลง แนวบ่าที่เคยตั้งชันจะดูลาดเรียบขึ้น และคอจะดูยาวขึ้นตามไปด้วย กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลชัดเจน จึงไม่ควรคาดหวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันถัดไป

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณกล้ามเนื้อเดิมและอัตราการเผาผลาญของร่างกาย โดยทั่วไปผลลัพธ์มักอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน หลายคนจึงทำซ้ำทุก 6 เดือนในช่วงแรก และเมื่อทำต่อเนื่องไปสักระยะ กล้ามเนื้อที่ฝ่อตัวลงเรื่อย ๆ อาจทำให้ระยะห่างในการฉีดครั้งต่อไปยาวนานขึ้นได้เช่นกัน ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

ระดับกล้ามเนื้อบ่าลักษณะที่พบปริมาณโดยประมาณระยะเวลาที่เริ่มเห็นผล
พัฒนาเล็กน้อยคอดูสั้นลงเล็กน้อย80-120 ยูนิต4-6 สัปดาห์
พัฒนาปานกลางบ่าตั้งชัดและคอดูสั้น120-180 ยูนิต6-8 สัปดาห์
พัฒนามากปริมาตรกล้ามเนื้อเด่นชัด180-200 ยูนิตขึ้นไปตั้งแต่ 8 สัปดาห์เป็นต้นไป

ทั้งนี้ปริมาณที่แท้จริงและระยะเวลาที่เห็นผลขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวสำหรับทุกคน

เหมาะกับใคร ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าเหมาะกับคนที่รู้สึกว่าแนวบ่าตั้งชันจนคอดูสั้น อยากให้แนวไหล่ดูลาดเรียบและคอดูยาวขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด

  • คนที่บ่าตั้งชันจนคอดูสั้นลงชัดเจน
  • คนที่อยากได้แนวไหล่ลาดเรียบโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • คนที่มีกล้ามเนื้อบ่าหนาจากการออกกำลังกายหรือใช้งานหนักต่อเนื่อง

แต่ก็มีข้อควรระวังที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ เนื่องจากเป็นบริเวณที่ต้องใช้ปริมาณสูง จึงอาจรู้สึกเจ็บหรือมีรอยช้ำบริเวณที่ฉีดมากกว่าโบท็อกซ์บริเวณใบหน้าเล็กน้อย ซึ่งมักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากหรือปวดต่อเนื่อง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้บางคนอาจรู้สึกว่าแรงยกของด้วยแขนลดลงชั่วคราวหรือขยับไหล่ได้ไม่ถนัดเท่าเดิมในช่วงแรก โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายที่ต้องใช้ไหล่หนัก เช่น เวทเทรนนิ่งหรือโยคะ จึงควรงดกิจกรรมที่ใช้แรงไหล่หนักประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังทำหัตถการ และควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือยกของหนักในวันที่ทำหัตถการ

  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของโบทูลินัมท็อกซิน

กลุ่มนี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำหัตถการทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวเอง

ภาพแสดงแนวทางการดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่า

สรุป

โดยสรุป โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าเป็นหัตถการที่ช่วยลดความตั้งชันของกล้ามเนื้อบ่า ทำให้คอดูยาวขึ้นและแนวไหล่ดูลาดเรียบขึ้น แต่เนื่องจากต้องใช้ปริมาณสูงกว่าโบท็อกซ์บริเวณใบหน้าหลายเท่า และมักต้องทำซ้ำต่อเนื่องในระยะยาว การเลือก Coretox ซึ่งกำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกไป จึงช่วยลดความเสี่ยงเรื่องภาวะดื้อโบได้ในระยะยาว ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปริมาณและความเหมาะสม ก่อนตัดสินใจเสมอ หากคุณกำลังกังวลเรื่องบ่าตั้งจนคอดูสั้นอยู่ สามารถแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ผลของโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไปผลลัพธ์มักอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน แต่ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับปริมาณกล้ามเนื้อเดิม และอัตราการเผาผลาญของแต่ละคน หากทำต่อเนื่องหลายครั้ง กล้ามเนื้อที่ฝ่อตัวลงเรื่อย ๆ อาจทำให้ระยะห่างในการฉีดครั้งต่อไปยาวนานขึ้นได้ค่ะ

Q2. ค่าใช้จ่ายในการฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าประมาณเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับปริมาณที่ต้องฉีดและสภาพกล้ามเนื้อของแต่ละคน จึงบอกตัวเลขตายตัวไม่ได้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปริมาณ และค่าใช้จ่ายที่แท้จริงก่อนตัดสินใจค่ะ

Q3. ฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าเจ็บไหม มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

เนื่องจากต้องใช้ปริมาณสูงกว่าบริเวณใบหน้า อาจรู้สึกเจ็บหรือมีรอยช้ำมากกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งมักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน บางคนอาจรู้สึกว่าแรงแขนหรือการขยับไหล่ลดลงชั่วคราวในช่วงแรก หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีนะคะ

Q4. ใครบ้างที่เหมาะและใครที่ควรหลีกเลี่ยงหัตถการนี้?

เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าบ่าตั้งชันจนคอดูสั้นและอยากให้แนวไหล่ดูลาดเรียบขึ้น ส่วนผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการทุกครั้งค่ะ

บทความแนะนำ

ภาพปกอธิบายปัญหาต้นแขนหย่อนคล้อยกับ Onda คลื่นไมโครเวฟบอดี้

ต้นแขนหย่อนคล้อย Onda จัดการไขมันและความกระชับได้ไหม?

รวมข้อควรรู้เรื่องต้นแขนด้านในและด้านหลังที่หย่อนคล้อย ว่า Onda ซึ่งเป็นคลื่นไมโครเวฟเข้ามาช่วยดูแลทั้งไขมันและความกระชับได้อย่างไร และควรพิจารณาจุดไหนก่อนตัดสินใจ

ภาพหน้าปกอธิบายความเกี่ยวข้องระหว่างออนดากับเซลลูไลท์บอดี้

ออนดาช่วยเรื่องเซลลูไลท์ได้ไหม ทำงานกับไขมันอย่างไร

ออนดา (คลื่นไมโครเวฟ) ทำงานกับไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เป็นเส้นใยอย่างไร มาดูความเกี่ยวข้องกับการดูแลเซลลูไลท์กันค่ะ

ภาพหน้าปกอธิบายว่า Onda เหมาะกับใบหน้าหรือบอดี้บอดี้

Onda เหมาะกับหน้าหรือบอดี้? เจาะลึกความต่างและการเลือก

Onda ใช้เครื่องเดียวกันได้ทั้งใบหน้าและบอดี้ แต่เป้าหมายที่มุ่งเน้นต่างกัน หากปัญหาของคุณคือความกระชับ กับปัญหาเรื่องรูปร่างเฉพาะส่วน แนวทางการเลือกบริเวณก็จะต่างกันไป

บทความล่าสุด

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ภาพหน้าปกเรื่องดาวน์ไทม์ Potenza และการฟื้นตัววันต่อวันลิฟติ้ง

ดาวน์ไทม์ Potenza นานแค่ไหน ฟื้นตัววันต่อวันอย่างไร

หลังทำ Potenza รอยแดง สะเก็ดเล็ก ๆ และบวมจะค่อย ๆ ยุบลงตามวันอย่างไร บทความนี้เรียบเรียงไทม์ไลน์การฟื้นตัวและจุดดูแลในแต่ละช่วงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกเรื่องการทำ InMode FX ในหน้าร้อนและการดูแลผิวจากแดดลิฟติ้ง

InMode FX หน้าร้อนทำได้ไหม ดูแลผิวจากแดดหลังทำอย่างไร

หน้าร้อนทำ InMode FX ได้ไหม และหลังทำควรจัดการกับแดด เหงื่อ และการออกไปข้างนอกอย่างไรเพื่อเลี่ยงรอยคล้ำ บทความนี้ค่อย ๆ เรียบเรียงให้เข้าใจแบบสบายใจ

ภาพหน้าปกอธิบายว่าผลของ Oligio X อยู่ได้นานแค่ไหนและควรทำซ้ำเมื่อไหร่ลิฟติ้ง

Oligio X ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ควรทำซ้ำเมื่อไหร่

หลังทำ Oligio X หลายคนสงสัยว่าความกระชับจะอยู่ได้นานแค่ไหน และควรกลับมาทำซ้ำเมื่อไหร่ดี บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดจากมุมของการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ

ภาพหน้าปกอธิบายความต่างของความลึกที่ความร้อนจาก Onda และ Shurink ลงถึงลิฟติ้ง

Onda กับ Shurink ต่างกันอย่างไร ความร้อนลงลึกแค่ไหน

Onda และ Shurink เป็นทรีตเมนต์กระชับผิวเหมือนกัน แต่วิธีส่งผ่านความร้อนและความลึกที่ลงถึงต่างกันมาก บทความนี้จะช่วยแยกให้เห็นชัดว่าแต่ละเครื่องเหมาะกับใครค่ะ

ผู้หญิงกังวลว่าทำเลเซอร์โทนนิงแล้วผิวดูเข้มขึ้นหรือเป็นด่างผิวหนัง

เลเซอร์โทนนิงแล้วทำไมสีผิวถึงเข้มขึ้นหรือเป็นด่างชั่วคราว?

หลายคนทำเลเซอร์โทนนิงเพื่อให้ฝ้าหรือจุดด่างจางลง แต่กลับเห็นผิวเข้มขึ้นหรือเป็นด่างในช่วงแรก บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors