ภาพประกอบโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าด้วย Coretox ที่คลินิก Beautystone
บอดี้

ฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าทำไมต้องเลือก Coretox ไม่ใช่โบท็อกซ์ทั่วไป?

กล้ามเนื้อบ่าที่ตั้งชันจนคอดูสั้นลง แก้ไขได้ด้วยโบท็อกซ์ปริมาณสูง บทความนี้ชวนทำความเข้าใจว่าทำไมคลินิกส่วนใหญ่เลือกใช้ Coretox สำหรับบริเวณนี้ และสิ่งที่ควรระวังก่อนตัดสินใจทำหัตถการ

วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน · 27 สิงหาคม 2026
7นาที
ช่อง YouTube ของ BEAUTYSDOCTORS ที่แพทย์อธิบายเรื่องความงามเกาหลีโดยตรง

วางแผนมาโซล

กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?

แชตผ่าน LINE

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าบ่าดูตั้งขึ้นจนคอดูสั้นลงไปไหมคะ? หลายคนที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือแบกความเครียดสะสมไว้ที่ไหล่ มักเจอปัญหากล้ามเนื้อบ่าที่ตึงจนดูใหญ่และตั้งชันขึ้นเรื่อย ๆ การยืดกล้ามเนื้อหรือนวดคลายเองอาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้ากล้ามเนื้อบ่าพัฒนาจนเห็นชัดแล้ว การฉีดโบท็อกซ์มักเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้ตรงจุดกว่า บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกเรื่องโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่า และเหตุผลที่คลินิกส่วนใหญ่เลือกใช้ Coretox สำหรับบริเวณนี้โดยเฉพาะ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลก่อนและหลังทำหัตถการค่ะ

โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่า (Trapezius Botox) คืออะไร

กล้ามเนื้อบ่า (Trapezius) เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ทอดยาวจากท้ายทอยลงมาถึงหัวไหล่ทั้งสองข้าง ทำหน้าที่พยุงคอและขยับไหล่ในชีวิตประจำวัน เมื่อถูกใช้งานหนักต่อเนื่อง เช่น ยกของหนักเป็นประจำ ออกกำลังกายเน้นกล้ามเนื้อส่วนบน หรือแม้แต่เกร็งไหล่จากความเครียดสะสม กล้ามเนื้อส่วนนี้อาจหนาและตั้งชันขึ้นจนเห็นเป็นสันนูนทั้งสองข้างของคอ ทำให้คอดูสั้นลงและแนวไหล่ดูกว้างกว่าที่ควร โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าคือการฉีดโบทูลินัมท็อกซินเข้าไปในกล้ามเนื้อมัดนี้ เพื่อลดการหดเกร็งที่มากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายลง แนวบ่าที่เคยตั้งชันจะค่อย ๆ ลาดลง และคอจะดูยาวขึ้นตามมา

ภาพแสดงลักษณะกล้ามเนื้อบ่าตั้งชันที่ทำให้คอดูสั้นลง

ทำไมบริเวณบ่าต้องใช้ปริมาณสูงกว่าจุดอื่น

ถ้าเทียบกับโบท็อกซ์บริเวณใบหน้า เช่น จุดระหว่างคิ้วที่มักใช้ปริมาณราว 20-30 ยูนิต กล้ามเนื้อบ่าเป็นมัดกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่ามาก การฉีดให้ได้ผลจริงจึงมักต้องใช้ปริมาณรวมทั้งสองข้าง สูงถึง 100-200 ยูนิตขึ้นไป ซึ่งอาจต่างจากปริมาณที่ใช้บริเวณใบหน้าเกือบ 10 เท่า

ปริมาณที่สูงขนาดนี้ทำให้มีประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม คือเรื่อง 'ภาวะดื้อโบ' หรือภาวะที่ร่างกายเริ่มตอบสนองต่อโบท็อกซ์น้อยลงเมื่อฉีดซ้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน กลไกที่อยู่เบื้องหลังคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอาจสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านโปรตีนเชิงซ้อน (Complexing Protein) ที่ปนอยู่ในโบทูลินัมท็อกซินทั่วไป เมื่อแอนติบอดีเหล่านี้ก่อตัวขึ้นแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ในครั้งต่อ ๆ ไปก็อาจได้ผลลดลงหรือแทบไม่เห็นผลเลย และยิ่งฉีดปริมาณสูงซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โอกาสเกิดภาวะนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย

Coretox คืออะไร ต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไปอย่างไร

Coretox เป็นโบทูลินัมท็อกซินที่พัฒนาขึ้นในเกาหลีใต้ จุดต่างหลักคือกระบวนการผลิตที่กำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกไป เหลือไว้เฉพาะส่วนสารพิษประสาทบริสุทธิ์ (Core Neurotoxin) เท่านั้น ต่างจากโบทูลินัมท็อกซินทั่วไปที่มักมีโปรตีนเชิงซ้อนติดมาด้วยนอกเหนือจากสารออกฤทธิ์หลัก ด้วยโครงสร้างที่บริสุทธิ์กว่านี้ มีรายงานว่าโอกาสที่ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อต้านนั้นต่ำกว่าโบทูลินัมท็อกซินทั่วไป จึงเป็นเหตุผลที่คลินิกจำนวนมากเลือกใช้ Coretox กับบริเวณที่ต้องฉีดปริมาณสูงและต้องทำซ้ำต่อเนื่องในระยะยาว อย่างกล้ามเนื้อบ่า ไม่ใช่เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่หรือราคาสูงกว่าเพียงอย่างเดียว แต่เพราะภายใต้เงื่อนไข 'ปริมาณสูง บวกกับฉีดซ้ำต่อเนื่อง' ความปลอดภัยในระยะยาวมีความได้เปรียบกว่า

ภาพแสดงความแตกต่างของ Coretox ที่ปราศจากโปรตีนเชิงซ้อนเมื่อเทียบกับโบท็อกซ์ทั่วไป

ผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ ระยะเวลาเห็นผลและความอยู่ตัว

หลายคนเข้าใจผิดว่าโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าคือการทำให้กล้ามเนื้อหายไป แต่จริง ๆ แล้วโบท็อกซ์เพียงบล็อกสัญญาณประสาทที่สั่งให้กล้ามเนื้อหดตัวเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานน้อยลง มันจะค่อย ๆ ฝ่อตัวลงตามธรรมชาติ ปริมาตรของกล้ามเนื้อจึงลดลง แนวบ่าที่เคยตั้งชันจะดูลาดเรียบขึ้น และคอจะดูยาวขึ้นตามไปด้วย กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 4-8 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลชัดเจน จึงไม่ควรคาดหวังว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันถัดไป

ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณกล้ามเนื้อเดิมและอัตราการเผาผลาญของร่างกาย โดยทั่วไปผลลัพธ์มักอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน หลายคนจึงทำซ้ำทุก 6 เดือนในช่วงแรก และเมื่อทำต่อเนื่องไปสักระยะ กล้ามเนื้อที่ฝ่อตัวลงเรื่อย ๆ อาจทำให้ระยะห่างในการฉีดครั้งต่อไปยาวนานขึ้นได้เช่นกัน ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินปริมาณและความถี่ที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

ระดับกล้ามเนื้อบ่าลักษณะที่พบปริมาณโดยประมาณระยะเวลาที่เริ่มเห็นผล
พัฒนาเล็กน้อยคอดูสั้นลงเล็กน้อย80-120 ยูนิต4-6 สัปดาห์
พัฒนาปานกลางบ่าตั้งชัดและคอดูสั้น120-180 ยูนิต6-8 สัปดาห์
พัฒนามากปริมาตรกล้ามเนื้อเด่นชัด180-200 ยูนิตขึ้นไปตั้งแต่ 8 สัปดาห์เป็นต้นไป

ทั้งนี้ปริมาณที่แท้จริงและระยะเวลาที่เห็นผลขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวสำหรับทุกคน

เหมาะกับใคร ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าเหมาะกับคนที่รู้สึกว่าแนวบ่าตั้งชันจนคอดูสั้น อยากให้แนวไหล่ดูลาดเรียบและคอดูยาวขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด

  • คนที่บ่าตั้งชันจนคอดูสั้นลงชัดเจน
  • คนที่อยากได้แนวไหล่ลาดเรียบโดยไม่ต้องผ่าตัด
  • คนที่มีกล้ามเนื้อบ่าหนาจากการออกกำลังกายหรือใช้งานหนักต่อเนื่อง

แต่ก็มีข้อควรระวังที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ เนื่องจากเป็นบริเวณที่ต้องใช้ปริมาณสูง จึงอาจรู้สึกเจ็บหรือมีรอยช้ำบริเวณที่ฉีดมากกว่าโบท็อกซ์บริเวณใบหน้าเล็กน้อย ซึ่งมักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวมมากหรือปวดต่อเนื่อง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้บางคนอาจรู้สึกว่าแรงยกของด้วยแขนลดลงชั่วคราวหรือขยับไหล่ได้ไม่ถนัดเท่าเดิมในช่วงแรก โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายที่ต้องใช้ไหล่หนัก เช่น เวทเทรนนิ่งหรือโยคะ จึงควรงดกิจกรรมที่ใช้แรงไหล่หนักประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังทำหัตถการ และควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือยกของหนักในวันที่ทำหัตถการ

  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของโบทูลินัมท็อกซิน

กลุ่มนี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำหัตถการทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวเอง

ภาพแสดงแนวทางการดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่า

สรุป

โดยสรุป โบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าเป็นหัตถการที่ช่วยลดความตั้งชันของกล้ามเนื้อบ่า ทำให้คอดูยาวขึ้นและแนวไหล่ดูลาดเรียบขึ้น แต่เนื่องจากต้องใช้ปริมาณสูงกว่าโบท็อกซ์บริเวณใบหน้าหลายเท่า และมักต้องทำซ้ำต่อเนื่องในระยะยาว การเลือก Coretox ซึ่งกำจัดโปรตีนเชิงซ้อนออกไป จึงช่วยลดความเสี่ยงเรื่องภาวะดื้อโบได้ในระยะยาว ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปริมาณและความเหมาะสม ก่อนตัดสินใจเสมอ หากคุณกำลังกังวลเรื่องบ่าตั้งจนคอดูสั้นอยู่ สามารถแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ผลของโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าอยู่ได้นานแค่ไหน?

โดยทั่วไปผลลัพธ์มักอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน แต่ระยะเวลาที่แท้จริงขึ้นอยู่กับปริมาณกล้ามเนื้อเดิม และอัตราการเผาผลาญของแต่ละคน หากทำต่อเนื่องหลายครั้ง กล้ามเนื้อที่ฝ่อตัวลงเรื่อย ๆ อาจทำให้ระยะห่างในการฉีดครั้งต่อไปยาวนานขึ้นได้ค่ะ

Q2. ค่าใช้จ่ายในการฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าประมาณเท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับปริมาณที่ต้องฉีดและสภาพกล้ามเนื้อของแต่ละคน จึงบอกตัวเลขตายตัวไม่ได้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปริมาณ และค่าใช้จ่ายที่แท้จริงก่อนตัดสินใจค่ะ

Q3. ฉีดโบท็อกซ์กล้ามเนื้อบ่าเจ็บไหม มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?

เนื่องจากต้องใช้ปริมาณสูงกว่าบริเวณใบหน้า อาจรู้สึกเจ็บหรือมีรอยช้ำมากกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งมักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน บางคนอาจรู้สึกว่าแรงแขนหรือการขยับไหล่ลดลงชั่วคราวในช่วงแรก หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีนะคะ

Q4. ใครบ้างที่เหมาะและใครที่ควรหลีกเลี่ยงหัตถการนี้?

เหมาะกับคนที่รู้สึกว่าบ่าตั้งชันจนคอดูสั้นและอยากให้แนวไหล่ดูลาดเรียบขึ้น ส่วนผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำหัตถการทุกครั้งค่ะ

บทความแนะนำ

รูปร่างผอมกับการฉีดฟิลเลอร์สะโพก ทำไมวอลลุ่มดูน้อยกว่าและควรออกแบบอย่างไรบอดี้

รูปร่างผอมฉีดฟิลเลอร์สะโพกแล้ววอลลุ่มดูน้อย ต้องออกแบบยังไง?

คนที่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนังบาง เมื่อฉีดฟิลเลอร์สะโพกในปริมาณเท่ากับคนอื่นมักได้วอลลุ่มที่ดูน้อยกว่า และมีโอกาสเห็นขอบของสารได้ง่ายกว่า ทางออกจึงอยู่ที่การเลือกชั้นที่ฉีดและการแบ่งจำนวนครั้งให้ต่างออกไปค่ะ

ภาพปกบทความเรื่องการจัดเวลาฉีดฟิลเลอร์สะโพกสำหรับผู้วางแผนมีบุตรบอดี้

วางแผนมีลูกอยู่ ควรเลื่อนฉีดฟิลเลอร์สะโพกไหม? เช็กก่อนตัดสินใจ

สำหรับคนที่วางแผนมีลูกแล้วลังเลเรื่องฟิลเลอร์สะโพก บทความนี้ชวนดูความเข้าใจผิดที่พบบ่อย และวิธีประเมินจากสถานการณ์ของตัวเองก่อนตัดสินใจค่ะ

ภาพปกอธิบายปัญหาต้นแขนหย่อนคล้อยกับ Onda คลื่นไมโครเวฟบอดี้

ต้นแขนหย่อนคล้อย Onda จัดการไขมันและความกระชับได้ไหม?

รวมข้อควรรู้เรื่องต้นแขนด้านในและด้านหลังที่หย่อนคล้อย ว่า Onda ซึ่งเป็นคลื่นไมโครเวฟเข้ามาช่วยดูแลทั้งไขมันและความกระชับได้อย่างไร และควรพิจารณาจุดไหนก่อนตัดสินใจ

บทความล่าสุด

การ์ดสรุปคู่มือดูแลขนคุดที่แขนแบบขั้นตอนที่ทำได้เองที่บ้านผิวหนัง

ขนคุดที่แขน ดูแลยังไงให้ได้ผลจริง? คู่มือขั้นตอนทำที่บ้าน

ขนคุดที่แขนไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการขัดหนักขึ้น แต่แก้ได้ด้วยการดูแลให้ถูกลำดับและสม่ำเสมอ บทความนี้รวบรวมขั้นตอนการดูแลขนคุดที่บ้านแบบครบวงจร ตั้งแต่การล้างผิว การเลือกสารผลัดเซลล์ที่ใช่ ไปจนถึงการติดตามผลตามช่วงเวลา

ภาพการ์ดคู่มือเตรียมตัวก่อนนัด Thermage และการปรึกษาคุณหมอเรื่อง Level พลังงานลิฟติ้ง

ลด Level Thermage เพราะกลัวเจ็บ ผลจะหายไปไหม? เตรียมปรึกษาคุณหมอ

กังวลเรื่องความรู้สึกแสบร้อนจาก Thermage? บทความนี้ช่วยให้คุณเตรียมตัวก่อนนัด รู้จักตัวเลือกยาชา และถามคุณหมอให้ได้แผน Level ที่เหมาะสมจริง

วางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลา ดูแลผิวระหว่างรอยังไง?ผิวหนัง

วางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลา ดูแลผิวระหว่างรอยังไง?

การวางแผนฉีดสกินบูสเตอร์ซ้ำให้ถูกเวลาขึ้นอยู่กับประเภทที่ใช้ กลุ่มเติมความชื้นและกลุ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมีจังหวะที่เหมาะสมต่างกัน บทความนี้ช่วยวางแผนและดูแลผิวระหว่างรอให้ได้ผลต่อเนื่องค่ะ

หลัง Onda สองข้างยุบไม่เท่ากัน — ควรทำอะไรต่อไปดี?ลิฟติ้ง

หลัง Onda สองข้างยุบไม่เท่ากัน — ควรทำอะไรต่อไปดี?

คลื่นไมโครเวฟ Onda กระจายความร้อนในชั้นไขมันไม่เท่ากันในแต่ละบริเวณ ทำให้ความเร็วในการยุบตัวของสองข้างอาจไม่เดินพร้อมกัน บทความนี้บอกว่าควรทำอะไรในแต่ละช่วงหลัง Onda และสัญญาณที่ควรพบแพทย์ค่ะ

วิธีซ้อนชั้นครีมบำรุงให้ผิวรับมือกับความชื้นแกว่งในสภาพอากาศไทยได้ตลอดวันผิวหนัง

วิธีซ้อนชั้นครีมบำรุงให้ผิวรับมือความชื้นแกว่งได้ทั้งวัน

เมื่ออากาศไทยความชื้นแกว่งทั้งวัน ปัญหาหน้าตึงมักไม่ใช่เรื่องขาดน้ำแต่เป็นเรื่องที่ชั้นไขมันกักน้ำบาง — ลำดับการทาครีมที่ถูกต้องช่วยแก้ปัญหานี้ได้ตรงจุดกว่าการเพิ่มปริมาณครีม

แนวทางดูแลผิวใต้คางและขากรรไกรหลังทำ InMode FX รายสัปดาห์ลิฟติ้ง

หลัง InMode FX ดูแลใต้คางให้ถูกวิธี — ตารางดูแลรายสัปดาห์ที่ควรรู้

หลังทำ InMode FX การดูแลที่บ้านในแต่ละช่วงสัปดาห์มีความสำคัญมาก บทความนี้รวมแนวทางดูแลผิวใต้คางและบริเวณขากรรไกรแบบรายสัปดาห์ค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors