ภาพปกเปรียบเทียบ Sofwave กับ Onda ว่าต่างกันอย่างไร
ลิฟติ้ง

Sofwave กับ Onda ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกก่อนตัดสินใจ

หลายคนที่กำลังหาข้อมูลเรื่องการยกกระชับผิวแบบไม่ผ่าตัด มักเจอชื่อ Sofwave และ Onda อยู่บ่อยครั้ง ทั้งสองใช้ความร้อนกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีส่งความร้อนและความลึกที่ลงถึง

ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ

เคยไหมคะ เวลาหาข้อมูลเรื่องการยกกระชับผิวแบบไม่ผ่าตัด แล้วเจอชื่อ Sofwave กับ Onda อยู่บ่อย ๆ จนไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วสองตัวนี้ต่างกันตรงไหน ทั้งคู่ถูกแนะนำว่าช่วยดึงผิวที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่พอไปปรึกษาจริง กลับได้ยินคำว่า "คลื่นอัลตราซาวด์" บ้าง "กลุ่มคลื่นความถี่สูง" บ้าง ปะปนกันจนงงว่าอะไรคือความต่างที่แท้จริง เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หลายคนกังวลใจก่อนตัดสินใจ

หากตอบสั้น ๆ ทั้งสองเครื่องมีหลักการใหญ่เหมือนกัน คือใช้ความร้อนกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่สิ่งที่ต่างกันคือวิธีส่งความร้อนและความลึกที่คลื่นลงไปถึง ทำให้ปัญหาผิวที่เหมาะสม รวมถึงความรู้สึกหลังทำก็ต่างกันไปเล็กน้อย มากกว่าจะถามว่าเครื่องไหนดีกว่ากัน การมองว่าวิธีไหนเหมาะกับสภาพผิวและการเปลี่ยนแปลงที่คุณต้องการมากกว่า จะช่วยให้เลือกได้ง่ายขึ้น

บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความต่างของ Sofwave กับ Onda ตั้งแต่กลไกการทำงาน ปัญหาผิวที่เหมาะ ไปจนถึงผลข้างเคียงและการฟื้นตัว พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลก่อนตัดสินใจ ไปดูกันเลย

Sofwave กับ Onda คืออะไร? กลไกกระตุ้นคอลลาเจนด้วยความร้อน

ในส่วนนี้จะอธิบายหลักการพื้นฐานที่ทั้งสองเครื่องมีร่วมกัน ทั้ง Sofwave และ Onda ทำงานโดยสร้างความร้อนภายในผิว เพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Collagen Remodeling) เมื่อเส้นใยคอลลาเจนได้รับความร้อน จะหดตัวเล็กน้อยทันที จากนั้นในช่วงหลายสัปดาห์ต่อมา คอลลาเจนใหม่จะค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้น ทำให้ผิวดูกระชับขึ้นตามลำดับ ความต่างจึงอยู่ที่ว่าส่งความร้อนลงไปลึกแค่ไหน และด้วยวิธีใด

Sofwave ใช้พลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound) โฟกัสลงไปที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) เมื่อคลื่นอัลตราซาวด์รวมพลังงานลงจุดเดียว จะเกิดจุดความร้อนขนาดเล็กบริเวณนั้น ซึ่งเป็นสัญญาณกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน มีรายงานว่าพลังงานอัลตราซาวด์สร้างจุดความร้อนขนาดเล็กตั้งแต่ชั้นหนังแท้ลงไปถึงชั้นลึก กระตุ้นให้คอลลาเจนหดตัวและสร้างใหม่ ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมผลลัพธ์หลังทำครั้งเดียวจึงค่อย ๆ ปรากฏในช่วงหลายสัปดาห์ ส่วน Onda ใช้คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นไขมันใต้ผิว จึงมีแนวโน้มเจาะลงชั้นที่ลึกและกว้างกว่าเล็กน้อย แม้จะเป็นการยกกระชับเหมือนกัน คุณสามารถอ่านรายงานทางการแพทย์เพิ่มเติมได้ที่ งานศึกษาเกี่ยวกับพลังงานอัลตราซาวด์กับการกระตุ้นคอลลาเจน

ภาพแสดงกลไกการใช้ความร้อนกระตุ้นคอลลาเจนของคลื่นอัลตราซาวด์และไมโครเวฟ

เปรียบเทียบคลื่นอัลตราซาวด์กับไมโครเวฟ ต่างกันอย่างไร?

แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มการยกกระชับเหมือนกัน แต่เมื่อชนิดของพลังงานต่างกัน ความลึกที่ลงถึงและความรู้สึกก็ต่างกันตามไปด้วย หากนำทั้งสองเครื่องมาเรียงเทียบทีละหัวข้อ จะสรุปได้ดังนี้

หัวข้อSofwaveOnda
ชนิดพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์คลื่นไมโครเวฟ
ชั้นผิวที่ลงถึงเป็นหลักชั้นหนังแท้เป็นหลักหนังแท้ถึงชั้นไขมันใต้ผิว
ปัญหาผิวที่เหมาะริ้วรอยตื้น ผิวเรียบเนียน ความยืดหยุ่นรูปหน้าหย่อนคล้อย ไขมันเฉพาะจุด
ความรู้สึกระหว่างทำรู้สึกร้อนแปลบเล็กน้อยรู้สึกอุ่นค่อย ๆ กระจาย

จากตารางจะเห็นว่า แม้เรียกว่า "การยกกระชับ" เหมือนกัน แต่ตำแหน่งที่แต่ละเครื่องเข้าไปดูแลนั้นต่างกัน Sofwave มักเด่นเรื่องผิวเรียบเนียนและความยืดหยุ่นที่อยู่ใกล้ผิวชั้นบน ส่วน Onda มักเด่นเรื่องการเก็บรูปหน้าในชั้นที่ลึกกว่า ด้วยเหตุนี้แทนที่จะมองทั้งสองเป็นคู่แข่งกัน หลายกรณีจึงเลือกใช้แยกกันตามบริเวณที่กังวล หรือใช้ร่วมกันก็มี

ภาพแสดงความลึกของผิวที่คลื่นอัลตราซาวด์และไมโครเวฟลงถึงเปรียบเทียบกัน

Sofwave กับ Onda เหมาะกับใคร? แนวทางเลือกให้ตรงปัญหา

สิ่งที่ควรดูก่อนชื่อเครื่อง คือปัญหาของคุณอยู่ที่ผิวชั้นไหน หากกังวลเรื่องริ้วรอยตื้นและผิวไม่เรียบเนียนที่อยู่ใกล้ผิวชั้นบน วิธีที่เน้นดูแลชั้นหนังแท้ก็มักจะเหมาะกว่า แต่หากกังวลเรื่องกรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัด หรือความหย่อนคล้อยบริเวณใต้แก้ม วิธีที่ส่งความร้อนลงชั้นลึกกว่าก็อาจช่วยได้มากกว่า โดยทั่วไปการเลือกจึงขึ้นอยู่กับชั้นผิวที่เป็นปัญหา

สำหรับคนที่ผิวบางและแพ้ง่าย ความรู้สึกร้อนระหว่างทำและช่วงฟื้นตัวก็มีผลต่อการเลือกด้วย หากไวต่อความเจ็บ แนะนำให้พิจารณาวิธีที่ให้ความรู้สึกอุ่นค่อย ๆ กระจาย แต่หากชอบการกระตุ้นที่ชัดในครั้งเดียว ก็พิจารณาวิธีแบบโฟกัสได้ ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง การตัดสินใจสุดท้ายจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ตรวจผิวคุณโดยตรง

ภาพแสดงแนวทางเลือกเครื่องให้เหมาะกับชั้นผิวที่เป็นปัญหา

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ควรรู้ก่อนทำ

ทั้งสองเครื่องถือว่ามีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อย แต่ก็ควรทำความเข้าใจไว้ก่อน หลังทำอาจมีรอยแดงหรือรู้สึกอุ่นบริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายได้เองภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1 วัน โดยส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในวันเดียวกัน อาการเหล่านี้เป็นการตอบสนองปกติของผิวในช่วงกระตุ้นคอลลาเจน อย่างไรก็ตาม หากมีอาการบวม เจ็บ หรือรอยแดงที่เป็นนานผิดปกติหลายวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ เช่น ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีแผลอักเสบหรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังในร่างกาย ควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล เพราะความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน

ขั้นตอนการทำและการฟื้นตัวเป็นอย่างไร

โดยทั่วไปทั้งสองเครื่องจะเริ่มจากการทายาชาก่อน แล้วจึงเริ่มทำ ซึ่งตัวหัตถการใช้เวลาประมาณ 20–40 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ ระหว่างทำจะรู้สึกความร้อนขึ้น ๆ ลง ๆ และหลังทำเสร็จอาจมีผิวแดงเล็กน้อยหรือความอุ่นหลงเหลืออยู่บ้าง ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าบริการแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก โดยขึ้นอยู่กับบริเวณ จำนวนช็อต และการออกแบบการรักษา แนะนำให้สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป มากกว่าจะเห็นทันทีหลังทำ เพราะคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลาในการสร้าง โดยทั่วไปความกระชับจะค่อย ๆ ปรากฏในช่วงหลายสัปดาห์ จึงแนะนำให้รอดูการเปลี่ยนแปลงประมาณ 8–12 สัปดาห์ แทนที่จะรีบสรุปหลังทำเพียงครั้งเดียว ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละบุคคล ช่วงเวลาของการทำครั้งถัดไปจึงควรประเมินร่วมกับแพทย์ตามผลที่เห็น

สรุป

Sofwave กับ Onda มีหลักการใหญ่เหมือนกัน คือใช้ความร้อนกระตุ้นคอลลาเจน แต่ต่างกันตรงชนิดพลังงาน คือคลื่นอัลตราซาวด์กับไมโครเวฟ ทำให้ความลึกที่ลงถึงและปัญหาผิวที่เหมาะสมต่างกันไป หากมองว่าปัญหาอยู่ที่ผิวเรียบเนียนชั้นบน หรือกรอบหน้าในชั้นลึกกว่า ก็จะเห็นภาพว่าวิธีไหนเหมาะกับคุณมากกว่า ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลเรื่องริ้วรอยและความหย่อนคล้อย แล้วไม่แน่ใจว่าเครื่องไหนเหมาะกับผิวของคุณ ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ยินดีให้คำปรึกษา แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Sofwave กับ Onda ต้องเลือกแค่อย่างใดอย่างหนึ่งไหม?

ไม่จำเป็นต้องเลือกแค่อย่างเดียวเสมอไปค่ะ เพราะทั้งสองลงถึงชั้นผิวที่ต่างกัน จึงอาจเลือกใช้แยกตามบริเวณที่กังวล หรือทำร่วมกันโดยเว้นระยะเวลาก็ได้ แต่แทนที่จะฝืนทำทั้งสองในวันเดียว การเลือกจากปัญหาที่สำคัญก่อนแล้วดูผลจะปลอดภัยกว่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูสภาพผิวก่อนตัดสินใจนะคะ

Q2. ทำแล้วเห็นผลทันทีเลยไหม?

หลังทำอาจรู้สึกตึงกระชับขึ้นเล็กน้อย แต่การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจะค่อย ๆ ปรากฏเมื่อเวลาผ่านไปค่ะ เพราะคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลาสร้างหลายสัปดาห์ โดยทั่วไปจึงเห็นชัดที่สุดในช่วงประมาณ 8–12 สัปดาห์ แนะนำให้รอดูสักระยะแทนการรีบสรุปหลังทำครั้งเดียว

Q3. เจ็บมากไหม?

เนื่องจากมีการทายาชาก่อนทำ ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เจ็บจนทนไม่ไหวค่ะ โดย Sofwave มักให้ความรู้สึกร้อนแปลบเล็กน้อย ส่วน Onda จะรู้สึกอุ่นค่อย ๆ กระจาย ความรู้สึกเจ็บแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากแจ้งแพทย์ก่อนทำ ก็สามารถปรับระดับพลังงานและความเร็วให้เหมาะได้

Q4. หลังทำต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

วันแรกหลังทำ ควรเลี่ยงกิจกรรมที่เพิ่มความร้อนและการไหลเวียนเลือดมาก เช่น ซาวน่าและการออกกำลังกายหนัก และดูแลการปกป้องผิวจากแสงแดดให้ดีกว่าปกติค่ะ ผิวแดงหรือความอุ่นมักหายเองภายใน 1 วัน แต่หากผ่านไปหลายวันแล้วยังบวมหรือเจ็บ ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำให้

บทความแนะนำ

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?

รูปก่อนทำกับรูปวันที่ 90 ที่ถ่ายในเงื่อนไขเดียวกัน ช่วยให้เห็นว่าหลังทำ Ulthera แต่ละส่วนของหน้าเปลี่ยนไปแค่ไหน และจุดไหนยังหย่อนเหลือสำหรับวางแผนครั้งถัดไป

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผลลิฟติ้ง

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผล

หลังทำ Shurink 2-4 สัปดาห์ยังดูเหมือนเดิม ก็ยังไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล ดูเกณฑ์ตัดสินผลที่สัปดาห์ที่ 12 และวิธีถ่ายรูปเทียบให้ตรงกันค่ะ

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?

สามบรรทัดทุกเช้ากับรูปสามชุด ก่อนทำ วันที่ 2 และวันที่ 7 ช่วยแยกอาการที่กำลังดีขึ้นออกจากอาการที่ควรแจ้งคลินิกหลังทำ Ulthera

บทความล่าสุด

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?

รูปก่อนทำกับรูปวันที่ 90 ที่ถ่ายในเงื่อนไขเดียวกัน ช่วยให้เห็นว่าหลังทำ Ulthera แต่ละส่วนของหน้าเปลี่ยนไปแค่ไหน และจุดไหนยังหย่อนเหลือสำหรับวางแผนครั้งถัดไป

รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์ขน กี่วันหาย? ตุ่มหนองแบบไหนต้องหาหมอกำจัดขน

รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์ขน กี่วันหาย? ตุ่มหนองแบบไหนต้องหาหมอ

แดงนูนรอบรูขุมขนหลังเลเซอร์ขนมักยุบใน 1–3 วัน ดูวิธีแยกตุ่มปกติกับรูขุมขนอักเสบ การดูแลช่วงแรก และสัญญาณที่ควรรีบหาหมอค่ะ

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผลลิฟติ้ง

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผล

หลังทำ Shurink 2-4 สัปดาห์ยังดูเหมือนเดิม ก็ยังไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล ดูเกณฑ์ตัดสินผลที่สัปดาห์ที่ 12 และวิธีถ่ายรูปเทียบให้ตรงกันค่ะ

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera สัปดาห์แรก จดอาการอะไร และถ่ายรูปวันไหนดี?

สามบรรทัดทุกเช้ากับรูปสามชุด ก่อนทำ วันที่ 2 และวันที่ 7 ช่วยแยกอาการที่กำลังดีขึ้นออกจากอาการที่ควรแจ้งคลินิกหลังทำ Ulthera

CellREDM ราคา: ฉีดใต้ตากับทั้งหน้า ต้องเทียบปริมาณยังไง?ผิวหนัง

CellREDM ราคา: ฉีดใต้ตากับทั้งหน้า ต้องเทียบปริมาณยังไง?

ราคา CellREDM ต่อ 1 ครั้งเทียบตรง ๆ ไม่ได้ ใต้ตากับทั้งหน้าใช้ปริมาณต่างกัน ดูวิธีจับ mL ผงกี่ mg และจำนวนครั้งให้ตรงกันก่อนดูยอดรวมค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors