ภาพประกอบ Shurink ใต้คาง กลไกกระชับชั้น SMAS ลึก 4.5 มิลลิเมตร
ลิฟติ้ง

Shurink ใต้คาง ยิ่งยิงเยอะยิ่งกระชับจริงไหม? หมอเฉลยที่ชั้น SMAS

หลายคนเข้าใจว่า Shurink ใต้คางคือการสลายไขมัน แต่จริง ๆ แล้วกลไกอยู่ที่การกระชับชั้น SMAS ลึก 4.5 มม. บทความนี้ชวนดูว่าอะไรทำให้ผลลัพธ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
7นาที

อัปเดตล่าสุด: กรกฎาคม 2026

เคยไหมคะ ที่ยิงโปรแกรมยกกระชับใต้คางไปหลายช็อตมาก แต่เส้นกรอบหน้ายังไม่คมขึ้นเท่าที่คาดหวังไว้ หลายคนที่มาปรึกษาเรื่องใต้คางมักเข้าใจว่ายิ่งยิงจำนวนช็อตเยอะเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น

ความจริงปัญหาใต้คางส่วนใหญ่เกิดจากสองสาเหตุที่ทับซ้อนกัน คือไขมันใต้คางที่สะสมมากขึ้นตามอายุ และผิวหนังกับชั้นใต้ผิวที่เริ่มหย่อนคล้อยจากคอลลาเจนที่ลดลง การดูแลด้วยตัวเองอย่างการออกกำลังหน้าหรือครีมกระชับผิวมักช่วยได้ในระดับจำกัด เมื่อถึงจุดหนึ่งการใช้พลังงานเข้าไปกระตุ้นชั้นผิวลึกอย่าง Shurink จึงเข้ามาเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูว่ากลไกจริงของ Shurink ใต้คางทำงานอย่างไร ทำไมจำนวนช็อตถึงไม่ใช่ตัวชี้วัดหลัก และใครควรทำ Shurink เพียงอย่างเดียว ใครควรลดไขมันก่อน ไปดูกันเลยค่ะ

Shurink ใต้คางคืออะไร ทำไมไม่ใช่การสลายไขมันโดยตรง

Shurink คือโปรแกรมพลังงาน HIFU (High Intensity Focused Ultrasound) ที่ส่งคลื่นเสียงความเข้มข้นสูงลงไปกระตุ้นชั้นผิวลึกให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนและการยกกระชับ หลักการทำงานต่างจากโปรแกรมสลายไขมันอย่างสิ้นเชิง เพราะ Shurink ไม่ได้ทำลายเซลล์ไขมันโดยตรงแบบที่หลายคนเข้าใจ

สิ่งที่ Shurink ทำจริง ๆ คือการส่งพลังงานลงไปที่ชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นพังผืดใต้ผิวหนัง เมื่อชั้นนี้หดตัวและกระชับขึ้น ไขมันที่เคยหย่อนคล้อยลงมาก็จะถูกดึงขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เส้นกรอบหน้าบริเวณใต้คางจึงดูคมชัดขึ้นโดยที่ปริมาณไขมันไม่ได้ลดลงจริง ๆ

นี่คือเหตุผลที่คนไข้บางคนบอกว่ารู้สึกเหมือนไขมันยุบไปแล้ว ทั้งที่จริง ๆ คือไขมันถูกยกขึ้นจนเส้นกรอบหน้าดูเรียบเนียนขึ้นต่างหาก

กลไกจริง ๆ อยู่ที่ชั้น SMAS ลึก 4.5 มม. ไม่ใช่จำนวนช็อต

คำถามที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจคือ ยิงช็อตเยอะขึ้นจะได้ผลดีขึ้นไหม คำตอบคือจำนวนช็อตไม่ใช่ตัวแปรหลักที่กำหนดผลลัพธ์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือพลังงานถูกส่งลงไปที่ความลึกเท่าไหร่และใช้หัวปล่อยพลังงาน (คาร์ทริดจ์) แบบไหน

บริเวณใต้คางโดยทั่วไปจะใช้ความลึก 4.5 มิลลิเมตรซึ่งอยู่ที่ชั้น SMAS เป็นหลัก ร่วมกับความลึก 3.0 มิลลิเมตรที่ชั้นหนังแท้ชั้นลึกเพื่อเสริมความกระชับของผิว การเลือกความลึกที่แม่นยำและตำแหน่งที่เหมาะสมจึงมีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าการเพิ่มจำนวนช็อตแบบไม่มีเป้าหมาย

พูดง่าย ๆ คือ การยิง 100 ช็อตในความลึกและตำแหน่งที่ถูกต้อง อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการยิง 300 ช็อตแบบกระจายไม่ตรงจุดเสียอีก

ภาพแสดงกลไก Shurink ใต้คางที่กระชับชั้น SMAS แทนการสลายไขมันโดยตรง

ไขมันเยอะกับหย่อนคล้อย ต่างกันแค่ไหน ใครเหมาะกับ Shurink อย่างเดียว

เพราะ Shurink ทำงานด้วยการกระชับชั้น SMAS ไม่ใช่การลดปริมาณไขมัน คนที่มีไขมันใต้คางสะสมอยู่มากจึงอาจรู้สึกว่าเหมือนยุบแต่เส้นกรอบหน้ายังไม่ชัด เพราะปริมาณไขมันที่มีอยู่เดิมยังเยอะเกินกว่าที่การยกกระชับอย่างเดียวจะดึงขึ้นได้หมด ในขณะที่คนที่มีปัญหาหลักคือผิวหย่อนคล้อยแต่ไขมันไม่ได้มาก มักเห็นเส้นกรอบหน้าที่ดูคมขึ้นชัดเจนหลังทำ Shurink เพียงอย่างเดียว

แพทย์จึงมักแนะนำแนวทางที่ต่างกันตามลักษณะปัญหา ดังตารางสรุปด้านล่างนี้

ลักษณะปัญหาแนวทางที่แนะนำความลึกหลัก
หย่อนคล้อยเป็นหลัก ไขมันน้อยทำ Shurink เพียงอย่างเดียว4.5 มม. เป็นหลัก ร่วมกับ 3.0 มม.
ไขมันเยอะ หย่อนคล้อยน้อยลดไขมันก่อน แล้วค่อยตามด้วย Shurinkเน้น 4.5 มม.
มีทั้งไขมันและหย่อนคล้อยพิจารณาทำควบคู่กันตามดุลยพินิจแพทย์ผสมผสาน 4.5 มม. และ 3.0 มม.
ผิวเริ่มขาดความยืดหยุ่นชัดเจนShurink ร่วมกับโปรแกรมกระตุ้นคอลลาเจนเสริม4.5 มม. ร่วมกับความลึกตื้นเสริม

ทั้งนี้แนวทางที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์หลังการประเมินจริง ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว

มีคนไข้ท่านหนึ่งที่ทำ Shurink ไปแล้วพอใจกับเส้นกรอบหน้าที่ชัดขึ้น แต่กลับมาปรึกษาอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่าใต้คางเริ่มหนาขึ้น ตรวจดูพบว่าเส้นกรอบหน้ายังกระชับดี เพียงแต่ปริมาณไขมันเพิ่มขึ้นจากน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนไป กรณีนี้แพทย์จึงแนะนำให้ลดไขมันก่อน แล้วค่อยทำ Shurink ซ้ำภายหลัง

ภาพเปรียบเทียบผู้ที่มีไขมันใต้คางเยอะกับผู้ที่มีปัญหาหย่อนคล้อยเป็นหลัก

ผลลัพธ์จะเห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน

หลังทำ Shurink หลายคนจะรู้สึกตึงเล็กน้อยพร้อมกับเห็นเส้นกรอบหน้าที่ดูกระชับขึ้นบ้างแล้วทันที แต่ช่วงที่ผลลัพธ์ดูเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุดมักอยู่ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึง 4 หลังทำ ก่อนที่ผลลัพธ์จะเริ่มชัดเจนขึ้นจริง ๆ ในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้นมากที่สุด

คนที่รู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะประเมินผลลัพธ์ก่อนถึงช่วงพีคนี้ โดยทั่วไปผลลัพธ์ของ Shurink ใต้คางมักอยู่ได้ประมาณ 9 ถึง 12 เดือน หลังจากนั้นก็จะค่อย ๆ หย่อนคล้อยลงตามกระบวนการความเสื่อมตามวัยอีกครั้ง ทั้งนี้ระยะเวลาที่ได้ผลจริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองหลังทำ

ในแง่จำนวนช็อต บริเวณใต้คางส่วนใหญ่แพทย์มักใช้ประมาณ 100 ถึง 150 ช็อตต่อครั้ง ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้วหากยิงในความลึกและตำแหน่งที่แม่นยำ การเพิ่มจำนวนช็อตให้มากกว่านี้ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะดีขึ้นเป็นสัดส่วนกัน แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

Shurink ถือเป็นโปรแกรมที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงรุนแรงน้อย อาจมีอาการตึงหรือบวมแดงเล็กน้อยบริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายได้เองในเวลาไม่นาน หากมีอาการผิดปกติอย่างปวดมากผิดสังเกตหรือบวมนานเกินคาด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

ความเสี่ยงเฉพาะที่ควรระวังเป็นพิเศษสำหรับบริเวณใต้คางและแก้ม คือแก้มตอบหรือใบหน้าดูโทรมเกินไปหากยิงพลังงานลึกเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในคนที่มีไขมันใต้ผิวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว หากยิงบริเวณใต้โหนกแก้มกว้างเกินไปอาจทำให้กลางใบหน้าดูตอบลงได้

ด้วยเหตุนี้ ก่อนทำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงต้องประเมินความหนาของชั้นไขมันในแต่ละจุดอย่างละเอียด และปรับความลึกให้เหมาะกับโครงหน้าของแต่ละคน ไม่ใช่ใช้ค่าความลึกเดียวกันกับทุกคน การเลือกคลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อนทำจึงสำคัญไม่แพ้ตัวเครื่องเอง

ภาพอธิบายความเสี่ยงแก้มตอบจากการทำ Shurink ใต้คางลึกเกินความจำเป็น

สรุป

Shurink ใต้คางไม่ได้ทำงานด้วยการสลายไขมันโดยตรง แต่คือการส่งพลังงาน HIFU ลงไปกระชับชั้น SMAS ที่ความลึกประมาณ 4.5 มิลลิเมตรจนไขมันที่หย่อนคล้อยถูกดึงขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น จำนวนช็อตจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดผลลัพธ์หลัก ความลึกและตำแหน่งที่แม่นยำต่างหากที่สำคัญกว่า

คนที่มีไขมันใต้คางสะสมมากอาจต้องพิจารณาลดปริมาณไขมันก่อน แล้วค่อยตามด้วย Shurink เพื่อให้เห็นเส้นกรอบหน้าที่ชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ

หากคุณกำลังกังวลเรื่องใต้คางที่ดูไม่กระชับเท่าที่ควร ไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าข่ายไขมันเยอะหรือหย่อนคล้อยเป็นหลัก ทักมาปรึกษาคุณหมอที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาคุยรายละเอียดกันได้เลยค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Shurink ใต้คางช่วยสลายไขมันได้จริงไหม

ไม่ได้ทำงานแบบนั้นค่ะ Shurink ไม่ได้สลายไขมันโดยตรง แต่ส่งพลังงาน HIFU ลงไปกระชับชั้น SMAS ให้ไขมันที่หย่อนคล้อยถูกดึงขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น ทำให้เส้นกรอบหน้าดูคมชัดขึ้นโดยที่ปริมาณไขมันไม่ได้ลดลงจริง ๆ หากไขมันสะสมอยู่มาก แพทย์อาจแนะนำให้ลดปริมาณไขมันก่อนควบคู่กันไปด้วย

Q2. ยิ่งยิงจำนวนช็อตเยอะ ยิ่งกระชับกว่าเดิมจริงไหม

ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ จำนวนช็อตไม่ใช่ตัวแปรหลักที่กำหนดผลลัพธ์ สิ่งที่สำคัญกว่าคือพลังงานถูกส่งลงไปที่ความลึกและตำแหน่งที่แม่นยำแค่ไหน บริเวณใต้คางโดยทั่วไปใช้ประมาณ 100 ถึง 150 ช็อตก็เพียงพอแล้ว การยิงมากเกินความจำเป็นไม่ได้เพิ่มผลลัพธ์ตามสัดส่วน แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

Q3. ผลลัพธ์ของ Shurink ใต้คางเริ่มเห็นเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน

ช่วงแรกหลังทำอาจรู้สึกตึงเล็กน้อยและเห็นเส้นกรอบหน้ากระชับขึ้นบ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมักปรากฏช่วงสัปดาห์ที่ 6 ถึง 8 หลังทำ และมักอยู่ได้ประมาณ 9 ถึง 12 เดือน ทั้งนี้ระยะเวลาที่ได้ผลจริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลตามสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

Q4. ทำ Shurink ใต้คางแล้วมีโอกาสหน้าดูโทรมหรือแก้มตอบไหม

มีโอกาสเกิดขึ้นได้ค่ะ โดยเฉพาะถ้ายิงพลังงานลึกเกินความจำเป็นในคนที่มีไขมันใต้ผิวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว หากยิงบริเวณใต้โหนกแก้มกว้างเกินไปอาจทำให้กลางใบหน้าดูตอบลง จึงควรให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินความหนาของไขมันและปรับความลึกให้เหมาะกับโครงหน้าก่อนทำเสมอ

บทความแนะนำ

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่ทำทันทีถึง 12 สัปดาห์ลิฟติ้ง

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ผลลัพธ์ของ Alltite RF ตั้งแต่ปฏิกิริยาแรกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 4-12 พร้อมแนะนำแนวทางดูแลเพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นนะคะ

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบลิฟติ้ง

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมลงไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่าหลังทำ Shurink Universe แล้วหน้าจะยิ่งผอมจนดูโทรม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้น และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

คนที่มีโรคต่อมไทรอยด์กังวลเรื่องการทำ HIFU ลิฟติ้งลิฟติ้ง

มีปัญหาต่อมไทรอยด์ ทำ HIFU Shurink Universe ได้ไหม?

ถ้าคุณมีภาวะต่อมไทรอยด์หรืออยู่ระหว่างกินยา อาจสงสัยว่าทำ HIFU ลิฟติ้งได้ไหม บทความนี้จะพาไปดูว่าแพทย์ดูอะไร หลีกเลี่ยงบริเวณไหน และควรรอจังหวะไหนถึงจะทำได้ค่ะ

บทความล่าสุด

ผิวแพ้ง่ายที่เข้าเกณฑ์ทำ Laser Toning ได้และไม่ได้ผิวหนัง

ผิวแพ้ง่ายทำ Laser Toning ได้ไหม? เช็กเกณฑ์ก่อนตัดสินใจ

ผิวแพ้ง่ายไม่ได้แปลว่าทำ Laser Toning ไม่ได้เสมอไปค่ะ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าตัวเองเข้าเกณฑ์ไหน และควรเตรียมผิวอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

สัญญาณที่บอกว่ากรามเริ่มกลับมาหลังโบท็อกซ์รูปหน้าและวอลุ่ม

โบท็อกซ์กรามกลับมาเหลี่ยมอีกแล้ว ทำซ้ำได้เลยไหม หรือต้องรอ?

โบท็อกซ์กรามช่วยให้กล้ามเนื้อ masseter เล็กลงได้จริง แต่ผลจะค่อย ๆ หายไปเมื่อกล้ามเนื้อฟื้นตัว บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณรู้จักสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำซ้ำ และวิธีประเมินจังหวะที่ดีที่สุดสำหรับคุณค่ะ

กลไกการทำงานของ Rejuran HB PN และ HA ในผิวรอบดวงตาผิวหนัง

Rejuran HB ทำรอบดวงตาตัวเดียวพอไหม หรือต้องจับคู่กับอะไรเพิ่ม?

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่ารอยย่นรอบดวงตาแบบไหนที่ Rejuran HB จัดการได้คนเดียว และแบบไหนที่ควรใช้ร่วมกับ Botox หรือตัวอื่น พร้อมแนะนำแนวทางการตัดสินใจที่ตรงกับสภาพผิวของคุณนะคะ

เปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สำหรับแก้มตอบรูปหน้าและวอลุ่ม

Juvelook Volume กับ Ellanse เลือกอันไหนดีสำหรับแก้มตอบ?

เมื่อแก้มเริ่มตอบลึกขึ้นทุกปี การดูแลด้วยครีมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณเปรียบเทียบ Juvelook Volume และ Ellanse สองตัวเลือกที่ช่วยเรื่องวอลลุ่มหน้าและกระตุ้นคอลลาเจน พร้อมแนวทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคน นะคะ

ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่ทำทันทีถึง 12 สัปดาห์ลิฟติ้ง

Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปดูไทม์ไลน์ผลลัพธ์ของ Alltite RF ตั้งแต่ปฏิกิริยาแรกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนสร้างเต็มที่ในสัปดาห์ที่ 4-12 พร้อมแนะนำแนวทางดูแลเพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้นนะคะ

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบลิฟติ้ง

Shurink Universe ทำแล้วหน้าผอมลงไหม? วิธีป้องกันแก้มยุบที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่าหลังทำ Shurink Universe แล้วหน้าจะยิ่งผอมจนดูโทรม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมถึงเกิดขึ้น และมีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors