ราคา Rejuran ทำไมแต่ละที่ไม่เท่ากัน? เช็กก่อนตัดสินใจ
ราคา Rejuran ที่ต่างกันเกือบเท่าตัว มักไม่ได้ต่างที่ยี่ห้อ แต่ต่างที่รุ่นและปริมาณสารต่อครั้ง บทความนี้สรุปวิธีเทียบราคาให้เห็นตัวเลขจริงก่อนตัดสินใจ

วางแผนมาโซล
กำลังวางแผนมาโซลอยู่ใช่ไหม?
เคยไหมคะ ถามราคา Rejuran สามคลินิก แล้วได้ตัวเลขที่ต่างกันเกือบเท่าตัว ทั้งที่ชื่อโปรแกรมบนใบเสนอราคาเขียนเหมือนกันแทบทุกตัวอักษร
จริง ๆ แล้ว Rejuran ไม่ได้หมายถึงสินค้าตัวเดียว แต่เป็นชื่อกลุ่มที่มีทั้ง Healer, HB และ Eye ซึ่งเนื้อสาร ปริมาณต่อขวด และตำแหน่งที่ฉีดไม่เหมือนกัน ตัวเลขที่เห็นจึงเอามาวางเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้
พอเทียบกันแค่ราคาหน้าร้าน หลายคนเลยจ่ายน้อยลงในรอบแรก แล้วต้องกลับไปเติมอีกรอบเพราะปริมาณที่ผิวได้รับจริงยังไม่พอ สุดท้ายรวมแล้วจ่ายมากกว่าเดิม
บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูว่าราคา Rejuran ประกอบขึ้นจากอะไรบ้าง แต่ละรุ่นต่างกันตรงไหน และควรถามอะไรก่อนตัดสินใจ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลค่ะ
Rejuran คืออะไร ทำไมราคาถึงต่างกันขนาดนี้?
คำตอบสั้น ๆ คือ ราคาไม่ได้ต่างกันที่ยี่ห้อ แต่ต่างกันที่ปริมาณสารที่ผิวได้รับจริงต่อครั้ง และรุ่นที่คลินิกเลือกใช้
Rejuran เป็นสารกลุ่ม PN (Polynucleotide) หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ PDRN ซึ่งสกัดจาก DNA ปลาแซลมอน ฉีดเข้าชั้นผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของผิวเอง ไม่ใช่การเติมวอลลุ่มเหมือนฟิลเลอร์ (Filler)
พูดง่าย ๆ คือ ฟิลเลอร์เหมือนการเติมของลงไปในช่องว่าง ส่วน Rejuran เหมือนการส่งวัตถุดิบให้ผิวเอาไปซ่อมตัวเอง ผลลัพธ์จึงค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับปริมาณวัตถุดิบที่ผิวได้รับ
ด้วยกลไกแบบนี้ ราคาต่อครั้งเพียงอย่างเดียวจึงบอกอะไรได้ไม่มาก เพราะสองคลินิกที่คิดราคาต่อครั้งเท่ากัน อาจให้ปริมาณสารต่างกันถึงครึ่งหนึ่งก็ได้

Healer, HB, Eye ต่างกันตรงไหน?
สามรุ่นนี้ชื่อคล้ายกันจนหลายคนเรียกรวมว่า Rejuran เฉย ๆ แต่จริง ๆ แล้วออกแบบมาคนละโจทย์ ตารางด้านล่างสรุปให้เห็นภาพเร็วขึ้น
| รุ่น | จุดเด่นของเนื้อสาร | มักใช้กับ |
|---|---|---|
| Rejuran Healer | PN ล้วน เน้นการซ่อมแซมผิว | ผิวไม่เรียบ รูขุมขนกว้าง ผิวดูโทรม |
| Rejuran HB | มีกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) ผสม | ผิวแห้ง ขาดน้ำ อยากให้ผิวดูแน่นเร็วขึ้น |
| Rejuran Eye | อนุภาคละเอียดกว่า ปริมาณต่อขวดเล็กกว่า | เฉพาะรอบดวงตาที่ผิวบางเป็นพิเศษ |
Healer คือรุ่นพื้นฐานที่เน้นการซ่อมแซมล้วน ๆ ส่วน HB มี HA ผสมอยู่ด้วย ทำให้ช่วงแรกผิวดูฟูและชุ่มชื้นเร็วกว่า แลกกับแรงกระตุ้นการซ่อมแซมที่ Healer ทำได้ตรงจุดกว่า
ส่วน Eye ออกแบบมาสำหรับผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ ปริมาณต่อขวดเล็กกว่าอีกสองรุ่น จึงมีราคาต่อขวดต่ำกว่าโดยธรรมชาติ แต่ไม่ได้แปลว่าคุ้มกว่าเมื่อเอาไปใช้กับใบหน้าทั้งหน้า

ทำไมต้องเทียบราคาที่ปริมาณ ml ไม่ใช่ต่อครั้ง
จุดที่ทำให้ใบเสนอราคาสองใบดูต่างกันมากที่สุด คือหน่วยที่ใช้คิดราคา หลายที่บอกเป็นราคาต่อครั้ง แต่ไม่ได้บอกว่าครั้งนั้นใช้สารกี่ ml
Rejuran Healer ขวดมาตรฐานบรรจุ 2 ml ที่ความเข้มข้น PN 20 mg/ml ดังนั้นถ้าโปรแกรมระบุว่าฉีด 1 ml ก็เท่ากับได้สารครึ่งขวด ราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่งจึงไม่ใช่ส่วนลด แต่คือปริมาณที่ลดลงตามจริง
ประเด็นคือผิวไม่ได้อ่านป้ายราคา ผิวตอบสนองตามปริมาณสารที่ได้รับ ถ้าได้ครึ่งเดียวก็มักต้องเพิ่มจำนวนครั้งเพื่อให้ถึงจุดที่รู้สึกได้ พอรวมค่าเดินทางและเวลาที่ใช้ไป ต้นทุนจริงจึงมักสูงกว่าที่คิดไว้ตอนแรก
เวลาขอใบเสนอราคา แนะนำให้ถามสามคำถามนี้ควบคู่กันเสมอ : ใช้รุ่นไหน, ต่อครั้งใช้กี่ ml, และถ้าทำครบคอร์สราคารวมเท่าไหร่ สามข้อนี้ทำให้ตัวเลขของแต่ละที่กลับมาเทียบกันได้จริง
รายละเอียดค่าใช้จ่ายของคลินิกในกรุงโซลดูได้ที่ หน้าราคา ทั้งนี้ราคาที่คลินิกในกรุงโซลอาจเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรยืนยันกับทีมงานอีกครั้งก่อนนัดหมายค่ะ

แบบไหนเหมาะกับผิวของคุณมากกว่ากัน
คำถามที่ตามมาเสมอคือ แล้วควรเลือกรุ่นไหน ตรงนี้ดูจากสภาพผิวและสิ่งที่กังวลอยู่จะตรงกว่าดูจากราคา
ช่วงต้นถึงกลาง 30 ปี ผิวส่วนใหญ่ยังแน่นอยู่พอสมควร สิ่งที่มักกังวลคือรูขุมขนกับผิวที่ดูไม่เรียบเท่าเดิม กลุ่มนี้ Healer แบบทำเป็นคอร์สมักตอบโจทย์ในงบที่คุ้มค่า
ปลาย 30 ถึงต้น 40 ปี ผิวมักบางลงและแห้งง่ายขึ้น กลุ่มนี้หลายคนรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงจาก HB ได้เร็วกว่า เพราะ HA ที่ผสมอยู่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นตั้งแต่ช่วงแรก
ถ้ากังวลเฉพาะรอบดวงตาที่ดูโรยกว่าส่วนอื่น Eye เป็นตัวเลือกที่ตรงจุดกว่า แต่ถ้าเป้าหมายจริง ๆ คือการยกกระชับโครงหน้า Rejuran ไม่ใช่คำตอบที่ตรงโจทย์ เพราะเป็นสารกลุ่มซ่อมแซมผิว ไม่ใช่โปรแกรมยกกระชับ กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินโปรแกรมกลุ่มลิฟติ้งแทน

ต้องทำกี่ครั้ง เว้นระยะเท่าไหร่ดี?
โดยทั่วไปมักเริ่มที่ 3 ครั้ง เว้นระยะห่างกันประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพราะผิวต้องการเวลาในการตอบสนองระหว่างรอบ
หลังจบคอร์สแรก หลายคนดูแลต่อประมาณทุก 6 เดือนเพื่อรักษาสภาพผิวที่ได้มา ไม่ใช่การทำถี่ ๆ ติดกันตลอดทั้งปี
ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง บางคนสังเกตเห็นผิวดูแน่นขึ้นตั้งแต่รอบที่สอง บางคนชัดขึ้นหลังครบคอร์ส จำนวนครั้งและระยะห่างที่เหมาะสมแพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล
อีกเรื่องที่มักทำให้เข้าใจผิด คือโปรโมชันที่โฆษณาราคาต่อครั้งต่ำมาก หลายกรณีเป็นราคาเฉพาะครั้งแรก ส่วนครั้งที่สองและสามคิดราคาปกติ การถามราคารวมทั้งคอร์สตั้งแต่ต้นจึงทำให้เห็นตัวเลขจริงชัดกว่า

ผลข้างเคียงและคนที่ยังไม่ควรทำ
หลังฉีดอาจมีรอยเข็มเล็ก ๆ ประมาณ 1-3 วัน และบางคนมีรอยช้ำบ้าง ซึ่งมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน หากมีอาการบวมมากผิดปกติ ปวดรุนแรง หรือผิวเปลี่ยนสีผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
สารกลุ่ม PN ถือว่ามีโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่อร่างกายโดยรวมน้อย แต่ก็ยังมีกลุ่มที่ควรเลี่ยงหรือรอไปก่อน
| กรณี | คำแนะนำเบื้องต้น |
|---|---|
| กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร | เลื่อนออกไปก่อน และปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ |
| มีประวัติแผลเป็นคีลอยด์ | แจ้งแพทย์ก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงรายบุคคล |
| มีการอักเสบหรือแผลบริเวณที่จะฉีด | รอให้ผิวสงบก่อน จึงค่อยนัดหมาย |
| มีนัดฉีดวัคซีนหรือทำหัตถการอื่นใกล้กัน | แจ้งตารางให้แพทย์ทราบเพื่อจัดลำดับให้เหมาะสม |
ข้อควรระวังอีกอย่างคือราคาที่ต่ำผิดปกติ เพราะอาจหมายถึงปริมาณที่ลดลง หรือสินค้าที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ก่อนทำจึงควรขอดูขวดและฉลากจริงที่คลินิกทุกครั้ง
สรุป ก่อนถามราคา Rejuran เช็ก 3 ข้อนี้
สรุปสั้น ๆ ราคา Rejuran ที่เทียบกันได้จริงต้องดูสามอย่างพร้อมกัน : ใช้รุ่นไหนระหว่าง Healer, HB หรือ Eye, ต่อครั้งใช้กี่ ml เมื่อขวดมาตรฐานของ Healer คือ 2 ml และราคารวมทั้งคอร์สเป็นเท่าไหร่
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ
หากคุณกำลังกังวลว่าราคาที่ได้จากแต่ละที่ต่างกันจนไม่รู้จะเลือกยังไง ทักแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซลได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย


