Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี
Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดามีสารสำคัญเหมือนกัน แต่ HB เพิ่มกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไป บทความนี้อธิบายความต่าง วิธีเลือกตามปัญหาผิว และสัญญาณที่ควรพบแพทย์

เคยไหมคะ เวลามองกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวเริ่มหมองหยาบ มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือความเด้งลดลง พอลองหาข้อมูลสกินบูสเตอร์ก็มักเจอชื่อ Rejuran (รีจูรัน) แต่พอเห็นทั้ง Rejuran, Rejuran HB และ Rejuran Healer ที่ชื่อคล้ายกัน หลายคนก็เริ่มสับสนว่าแต่ละตัวต่างกันตรงไหน แล้วแบบไหนเหมาะกับปัญหาผิวของเรา
ขอตอบสั้น ๆ ก่อนว่า Rejuran ธรรมดากับ Rejuran HB มีสารสำคัญหลักเหมือนกัน แต่ HB เติมกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) เข้าไป จุดประสงค์และสัมผัสหลังทำจึงต่างกันเล็กน้อย ถ้า Rejuran ธรรมดาเน้นการฟื้นฟูผิวและปรับผิวให้เรียบเนียน ตัว HB จะเสริมความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูขึ้นมาอีกชั้น ความต่างของเนื้อผลิตภัณฑ์นี่แหละที่ทำให้การเลือกใช้งานต่างกัน
บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Rejuran ทำงานกับผิวอย่างไร Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดาต่างกันตรงไหน จะเลือกแบบไหนตามปัญหาผิว และช่วงพักฟื้นควรสังเกตสัญญาณไหนที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ ทั้งนี้เป็นข้อมูลทั่วไปจาก BeautyStone คลินิกผิวหนังในย่านฮับจอง กรุงโซล ไม่สามารถแทนการตรวจประเมินโดยแพทย์ที่ได้เห็นผิวจริง ๆ
Rejuran ฟื้นฟูผิวด้วยกลไกอะไร
สารสำคัญหลักของ Rejuran คือ Polynucleotide (PN)* ซึ่งสกัดและทำให้บริสุทธิ์จากชิ้นส่วน DNA ของปลาแซลมอน เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว จะช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพและการสร้างคอลลาเจน เพื่อปรับผิวให้เรียบเนียนและยืดหยุ่นดีขึ้น ต่างจากฟิลเลอร์ที่เติมเข้าไปเพื่อเพิ่มวอลลุ่ม Rejuran จะทำงานในทิศทางดึงศักยภาพการฟื้นฟูที่ผิวมีอยู่แล้วออกมา
Polynucleotide (PN)* : สาร DNA สายยาวที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ผิวและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นิยมใช้เพื่อปรับผิวเรียบเนียนและเพิ่มความยืดหยุ่น
สำหรับสารในกลุ่ม Polynucleotide มีข้อมูลที่อธิบายว่าสารกลุ่มนี้ช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ จึงถูกนำมาใช้เพื่อปรับสภาพผิวและความยืดหยุ่น จะเห็นว่า Rejuran ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้น แต่ทำงานในทิศทางกระตุ้นการฟื้นฟู ผลลัพธ์จึงมักค่อย ๆ ปรากฏตลอดหลายสัปดาห์ และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา ส่วนผสมต่างกันอย่างไร
ความต่างที่ใหญ่ที่สุดของสองตัวนี้คือการมีหรือไม่มีกรดไฮยาลูโรนิก (HA) Rejuran ธรรมดาเน้นที่ Polynucleotide จึงโฟกัสการฟื้นฟูผิวและปรับผิวให้เรียบเนียน ส่วน Rejuran HB มีการเติม HA เข้าไป จึงมุ่งเรื่องความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูควบคู่กันไป ทำให้ HB มักให้สัมผัสอิ่มน้ำหลังฉีดมากกว่าเล็กน้อย
กรดไฮยาลูโรนิก (HA)* : สารให้ความชุ่มชื้นที่มีอยู่ในร่างกายของเราเองอยู่แล้ว มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและให้ความอิ่มฟูอย่างนุ่มนวล
หากเทียบสองผลิตภัณฑ์เป็นข้อ ๆ จะเห็นภาพชัดขึ้นดังตาราง
| หัวข้อ | Rejuran ธรรมดา | Rejuran HB |
|---|---|---|
| สารสำคัญ | Polynucleotide | Polynucleotide + กรดไฮยาลูโรนิก |
| จุดประสงค์หลัก | ฟื้นฟูผิว ปรับผิวเรียบเนียน | ฟื้นฟู + ความชุ่มชื้นและความอิ่มฟู |
| สัมผัสหลังทำ | ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ | อิ่มน้ำชุ่มชื้นกว่า |
| เหมาะกับปัญหา | ผิวหยาบ ความเด้งลดลง | ผิวแห้ง ริ้วรอยเล็ก ๆ |
เช่นเดียวกับที่บทความปริทัศน์ระบุว่าหัตถการในกลุ่ม Polynucleotide ถูกนำมาใช้เพื่อปรับสภาพผิว ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้น ทั้งสองผลิตภัณฑ์มักทำเป็นคอร์สหลายครั้งมากกว่าจะจบในครั้งเดียว สิ่งที่มีผลต่อผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่ชื่อผลิตภัณฑ์ แต่เป็นจำนวนครั้งและระยะห่างที่ทำ รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับสภาพผิวของแต่ละคน

ปัญหาผิวแบบไหน เหมาะกับตัวไหน
แทนที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ก่อน ลำดับที่เหมาะกว่าคือดูว่าปัญหาผิวของเราคืออะไรแล้วค่อยเลือกให้ตรง ถ้าปัญหาหลักคือผิวหยาบและความเด้งที่ลดลง Rejuran ธรรมดามักตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าผิวแห้งมาก หรืออยากได้ความชุ่มชื้นควบคู่กับการดูแลริ้วรอยเล็ก ๆ Rejuran HB จะช่วยได้มากกว่า
ปัญหาเดียวกันแต่ความหนาของผิวและความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน การเริ่มครั้งแรกแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้วดูปฏิกิริยาก่อนปรับครั้งถัดไปจึงปลอดภัยกว่า บางกรณีอาจใช้สองผลิตภัณฑ์แบ่งตามบริเวณ ดังนั้นการดูสภาพผิวแล้วออกแบบร่วมกับแพทย์มักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่า ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล

ทำไมต้องที่ BeautyStone ย่านฮับจอง
ที่ BeautyStone ย่านฮับจอง เราไม่ได้เริ่มจากการแนะนำชื่อผลิตภัณฑ์ แต่จะแยกดูก่อนว่าปัญหาผิวของคุณเอนไปทางการฟื้นฟู หรือเอนไปทางความชุ่มชื้น เพราะแม้จะเป็น Rejuran กลุ่มเดียวกัน แต่ปัญหาผิวหยาบกับความเด้ง และผิวแห้งกับริ้วรอยเล็ก ๆ ก็เหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ต่างกัน ด้วยความที่เป็นคลินิกเล็ก ๆ เราจึงดูปฏิกิริยาของครั้งแรก แล้วค่อยปรับผลิตภัณฑ์และระยะห่างของครั้งถัดไปไปด้วยกันได้
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยกับสัญญาณที่ควรพบแพทย์
ในช่วงไม่กี่วันหลังทำ Rejuran มักมีปฏิกิริยาเล็กน้อยที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มักค่อย ๆ ดีขึ้นเองโดยไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ
- รอยแดงหรือบวมบริเวณที่ฉีด : โดยทั่วไปมักดีขึ้นภายในประมาณ 1-3 วัน
- สัมผัสเป็นตุ่มเม็ดเล็ก ๆ : เมื่อสารที่ฉีดกระจายตัว มักยุบลงภายในไม่กี่วัน
- รอยช้ำจาง ๆ : มักจางลงภายใน 1 สัปดาห์ และปกปิดด้วยคอนซีลเลอร์ได้
- รู้สึกจี๊ด ๆ หรือตึงเล็กน้อย : เมื่อดูแลด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้น มักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน
อย่างไรก็ตาม หากพบสัญญาณต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้เพื่อความปลอดภัย
- ปวดหรือบวมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ : อาจต้องได้รับการตรวจ
- ไข้สูง ผิวแดงจัด หรือรู้สึกร้อนผิดปกติ : อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
- ก้อนแข็งที่ไม่ยุบแม้ผ่านไป 2 สัปดาห์ : ควรติดตามอาการร่วมกับแพทย์
- ผื่นลมพิษหรืออาการคันที่ลามออกไป : อาจเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้
- สีผิวบริเวณที่ทำเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด : ควรรีบติดต่อทันที
ช่วงพักฟื้น 1-2 วันแรกหลังทำ ควรงดซาวน่า การออกกำลังกายหนัก และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ควรถูหรือขยี้บริเวณที่ฉีดแรง ๆ การดูแลความชุ่มชื้นและการปกป้องผิวจากแสงแดดจะช่วยให้ผิวเข้าที่ได้ดีขึ้น การประเมินว่าหัตถการเหมาะกับคุณหรือไม่ และการดูแลช่วงพักฟื้น ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ได้ตรวจผิวของคุณจริง ๆ เพื่อความปลอดภัย
สรุป
Rejuran ธรรมดากับ Rejuran HB มีสารสำคัญหลักเหมือนกันคือ Polynucleotide ต่างกันตรงที่ HB เพิ่มกรดไฮยาลูโรนิก Rejuran ธรรมดาจึงเหมาะกับผิวหยาบและความเด้งที่ลดลง ส่วน HB เหมาะกับผิวแห้งและริ้วรอยเล็ก ๆ ที่อยากได้ความชุ่มชื้นร่วมด้วย ลำดับที่ดีคือดูปัญหาผิวก่อนแล้วค่อยเลือก ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นหัตถการที่มีการฉีด ก็ย่อมมีความเสี่ยงอย่างรอยแดง บวม หรือรอยช้ำร่วมด้วย ควรเข้าใจสภาพผิวของตัวเองและปรึกษาแพทย์ที่ได้เห็นผิวจริงก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลว่าระหว่าง Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา แบบไหนเหมาะกับผิวของคุณ แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ BeautyStone กรุงโซลได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
Q1. Rejuran HB ดีกว่า Rejuran ธรรมดาเสมอไปไหม
ไม่ได้แปลว่าดีกว่า แต่จุดประสงค์ต่างกันมากกว่าค่ะ HB มีการเติมกรดไฮยาลูโรนิก จึงให้ความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูอย่างนุ่มนวลควบคู่ไปด้วย ส่วน Rejuran ธรรมดาจะโฟกัสที่การฟื้นฟูผิวและปรับผิวให้เรียบเนียน ถ้าปัญหาหลักคือผิวแห้ง HB อาจเหมาะกว่า แต่ถ้าปัญหาหลักคือผิวหยาบและความเด้ง Rejuran ธรรมดาก็อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า ทางที่ดีควรให้แพทย์ที่ได้เห็นผิวจริงช่วยประเมิน
Q2. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง
โดยทั่วไปมักทำเป็นคอร์สหลายครั้ง เว้นระยะห่างประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพราะเป็นหัตถการที่ค่อย ๆ ให้ผิวฟื้นฟูข้ามครั้งมากกว่าจะจบในครั้งเดียว จึงแนะนำให้ทำครบตามจำนวนครั้งที่แพทย์แนะนำแล้วค่อยดูผล จำนวนครั้งและระยะห่างจะปรับตามสภาพผิวของแต่ละคนค่ะ
Q3. หลังทำแล้วคลำเจอเป็นเม็ด ๆ ผิดปกติไหม
ในช่วงที่สารที่ฉีดกำลังกระจายตัว อาจคลำเจอเป็นตุ่มเม็ดเล็ก ๆ ได้ และโดยทั่วไปมักยุบลงเองภายในไม่กี่วัน ไม่ควรตั้งใจถูหรือขยี้แรง ๆ ปล่อยไว้ตามธรรมชาติจะดีกว่า แต่ถ้าผ่านไป 2 สัปดาห์แล้วยังมีก้อนแข็งเหลืออยู่ ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้ค่ะ
Q4. หลังทำแต่งหน้าได้เมื่อไหร่
โดยทั่วไปมักแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันถัดไป แต่ถ้ายังมีรอยเข็มอยู่ การเลื่อนออกไปอีกสักวันจะดีกว่า วันที่ทำหัตถการควรเน้นการเพิ่มความชุ่มชื้นและการปกป้องผิวจากแสงแดดก่อน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนแบบเรียบง่าย และไม่ควรถูบริเวณที่ฉีดแรง ๆ ค่ะ








