ภาพหน้าปกบทความเปรียบเทียบ Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา โดย BeautyStone
ผิวหนัง

Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี

Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดามีสารสำคัญเหมือนกัน แต่ HB เพิ่มกรดไฮยาลูโรนิกเข้าไป บทความนี้อธิบายความต่าง วิธีเลือกตามปัญหาผิว และสัญญาณที่ควรพบแพทย์

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
2นาที

เคยไหมคะ เวลามองกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวเริ่มหมองหยาบ มีริ้วรอยเล็ก ๆ หรือความเด้งลดลง พอลองหาข้อมูลสกินบูสเตอร์ก็มักเจอชื่อ Rejuran (รีจูรัน) แต่พอเห็นทั้ง Rejuran, Rejuran HB และ Rejuran Healer ที่ชื่อคล้ายกัน หลายคนก็เริ่มสับสนว่าแต่ละตัวต่างกันตรงไหน แล้วแบบไหนเหมาะกับปัญหาผิวของเรา

ขอตอบสั้น ๆ ก่อนว่า Rejuran ธรรมดากับ Rejuran HB มีสารสำคัญหลักเหมือนกัน แต่ HB เติมกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) เข้าไป จุดประสงค์และสัมผัสหลังทำจึงต่างกันเล็กน้อย ถ้า Rejuran ธรรมดาเน้นการฟื้นฟูผิวและปรับผิวให้เรียบเนียน ตัว HB จะเสริมความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูขึ้นมาอีกชั้น ความต่างของเนื้อผลิตภัณฑ์นี่แหละที่ทำให้การเลือกใช้งานต่างกัน

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Rejuran ทำงานกับผิวอย่างไร Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดาต่างกันตรงไหน จะเลือกแบบไหนตามปัญหาผิว และช่วงพักฟื้นควรสังเกตสัญญาณไหนที่ต้องรีบปรึกษาแพทย์ ทั้งนี้เป็นข้อมูลทั่วไปจาก BeautyStone คลินิกผิวหนังในย่านฮับจอง กรุงโซล ไม่สามารถแทนการตรวจประเมินโดยแพทย์ที่ได้เห็นผิวจริง ๆ

Rejuran ฟื้นฟูผิวด้วยกลไกอะไร

สารสำคัญหลักของ Rejuran คือ Polynucleotide (PN)* ซึ่งสกัดและทำให้บริสุทธิ์จากชิ้นส่วน DNA ของปลาแซลมอน เมื่อฉีดเข้าสู่ผิว จะช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพและการสร้างคอลลาเจน เพื่อปรับผิวให้เรียบเนียนและยืดหยุ่นดีขึ้น ต่างจากฟิลเลอร์ที่เติมเข้าไปเพื่อเพิ่มวอลลุ่ม Rejuran จะทำงานในทิศทางดึงศักยภาพการฟื้นฟูที่ผิวมีอยู่แล้วออกมา

Polynucleotide (PN)* : สาร DNA สายยาวที่ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์ผิวและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นิยมใช้เพื่อปรับผิวเรียบเนียนและเพิ่มความยืดหยุ่น

สำหรับสารในกลุ่ม Polynucleotide มีข้อมูลที่อธิบายว่าสารกลุ่มนี้ช่วยส่งเสริมการซ่อมแซมและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ จึงถูกนำมาใช้เพื่อปรับสภาพผิวและความยืดหยุ่น จะเห็นว่า Rejuran ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้น แต่ทำงานในทิศทางกระตุ้นการฟื้นฟู ผลลัพธ์จึงมักค่อย ๆ ปรากฏตลอดหลายสัปดาห์ และแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

ภาพแสดงกลไกการฟื้นฟูผิวและการสร้างคอลลาเจนของ Rejuran

Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา ส่วนผสมต่างกันอย่างไร

ความต่างที่ใหญ่ที่สุดของสองตัวนี้คือการมีหรือไม่มีกรดไฮยาลูโรนิก (HA) Rejuran ธรรมดาเน้นที่ Polynucleotide จึงโฟกัสการฟื้นฟูผิวและปรับผิวให้เรียบเนียน ส่วน Rejuran HB มีการเติม HA เข้าไป จึงมุ่งเรื่องความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูควบคู่กันไป ทำให้ HB มักให้สัมผัสอิ่มน้ำหลังฉีดมากกว่าเล็กน้อย

กรดไฮยาลูโรนิก (HA)* : สารให้ความชุ่มชื้นที่มีอยู่ในร่างกายของเราเองอยู่แล้ว มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและให้ความอิ่มฟูอย่างนุ่มนวล

หากเทียบสองผลิตภัณฑ์เป็นข้อ ๆ จะเห็นภาพชัดขึ้นดังตาราง

หัวข้อRejuran ธรรมดาRejuran HB
สารสำคัญPolynucleotidePolynucleotide + กรดไฮยาลูโรนิก
จุดประสงค์หลักฟื้นฟูผิว ปรับผิวเรียบเนียนฟื้นฟู + ความชุ่มชื้นและความอิ่มฟู
สัมผัสหลังทำค่อนข้างเป็นธรรมชาติอิ่มน้ำชุ่มชื้นกว่า
เหมาะกับปัญหาผิวหยาบ ความเด้งลดลงผิวแห้ง ริ้วรอยเล็ก ๆ

เช่นเดียวกับที่บทความปริทัศน์ระบุว่าหัตถการในกลุ่ม Polynucleotide ถูกนำมาใช้เพื่อปรับสภาพผิว ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้น ทั้งสองผลิตภัณฑ์มักทำเป็นคอร์สหลายครั้งมากกว่าจะจบในครั้งเดียว สิ่งที่มีผลต่อผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่ชื่อผลิตภัณฑ์ แต่เป็นจำนวนครั้งและระยะห่างที่ทำ รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับสภาพผิวของแต่ละคน

ภาพแสดงความต่างของส่วนผสมระหว่าง Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา

ปัญหาผิวแบบไหน เหมาะกับตัวไหน

แทนที่จะเลือกผลิตภัณฑ์ก่อน ลำดับที่เหมาะกว่าคือดูว่าปัญหาผิวของเราคืออะไรแล้วค่อยเลือกให้ตรง ถ้าปัญหาหลักคือผิวหยาบและความเด้งที่ลดลง Rejuran ธรรมดามักตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าผิวแห้งมาก หรืออยากได้ความชุ่มชื้นควบคู่กับการดูแลริ้วรอยเล็ก ๆ Rejuran HB จะช่วยได้มากกว่า

ปัญหาเดียวกันแต่ความหนาของผิวและความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน การเริ่มครั้งแรกแบบค่อยเป็นค่อยไปแล้วดูปฏิกิริยาก่อนปรับครั้งถัดไปจึงปลอดภัยกว่า บางกรณีอาจใช้สองผลิตภัณฑ์แบ่งตามบริเวณ ดังนั้นการดูสภาพผิวแล้วออกแบบร่วมกับแพทย์มักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่า ทั้งนี้แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคล

ภาพแสดงแนวทางเลือก Rejuran HB หรือ Rejuran ธรรมดาตามปัญหาผิว

ทำไมต้องที่ BeautyStone ย่านฮับจอง

ที่ BeautyStone ย่านฮับจอง เราไม่ได้เริ่มจากการแนะนำชื่อผลิตภัณฑ์ แต่จะแยกดูก่อนว่าปัญหาผิวของคุณเอนไปทางการฟื้นฟู หรือเอนไปทางความชุ่มชื้น เพราะแม้จะเป็น Rejuran กลุ่มเดียวกัน แต่ปัญหาผิวหยาบกับความเด้ง และผิวแห้งกับริ้วรอยเล็ก ๆ ก็เหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ต่างกัน ด้วยความที่เป็นคลินิกเล็ก ๆ เราจึงดูปฏิกิริยาของครั้งแรก แล้วค่อยปรับผลิตภัณฑ์และระยะห่างของครั้งถัดไปไปด้วยกันได้

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยกับสัญญาณที่ควรพบแพทย์

ในช่วงไม่กี่วันหลังทำ Rejuran มักมีปฏิกิริยาเล็กน้อยที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่มักค่อย ๆ ดีขึ้นเองโดยไม่ต้องทำอะไรเป็นพิเศษ

  • รอยแดงหรือบวมบริเวณที่ฉีด : โดยทั่วไปมักดีขึ้นภายในประมาณ 1-3 วัน
  • สัมผัสเป็นตุ่มเม็ดเล็ก ๆ : เมื่อสารที่ฉีดกระจายตัว มักยุบลงภายในไม่กี่วัน
  • รอยช้ำจาง ๆ : มักจางลงภายใน 1 สัปดาห์ และปกปิดด้วยคอนซีลเลอร์ได้
  • รู้สึกจี๊ด ๆ หรือตึงเล็กน้อย : เมื่อดูแลด้วยการเพิ่มความชุ่มชื้น มักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน

อย่างไรก็ตาม หากพบสัญญาณต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้เพื่อความปลอดภัย

  • ปวดหรือบวมที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ : อาจต้องได้รับการตรวจ
  • ไข้สูง ผิวแดงจัด หรือรู้สึกร้อนผิดปกติ : อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ
  • ก้อนแข็งที่ไม่ยุบแม้ผ่านไป 2 สัปดาห์ : ควรติดตามอาการร่วมกับแพทย์
  • ผื่นลมพิษหรืออาการคันที่ลามออกไป : อาจเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้
  • สีผิวบริเวณที่ทำเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด : ควรรีบติดต่อทันที

ช่วงพักฟื้น 1-2 วันแรกหลังทำ ควรงดซาวน่า การออกกำลังกายหนัก และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ควรถูหรือขยี้บริเวณที่ฉีดแรง ๆ การดูแลความชุ่มชื้นและการปกป้องผิวจากแสงแดดจะช่วยให้ผิวเข้าที่ได้ดีขึ้น การประเมินว่าหัตถการเหมาะกับคุณหรือไม่ และการดูแลช่วงพักฟื้น ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ได้ตรวจผิวของคุณจริง ๆ เพื่อความปลอดภัย

สรุป

Rejuran ธรรมดากับ Rejuran HB มีสารสำคัญหลักเหมือนกันคือ Polynucleotide ต่างกันตรงที่ HB เพิ่มกรดไฮยาลูโรนิก Rejuran ธรรมดาจึงเหมาะกับผิวหยาบและความเด้งที่ลดลง ส่วน HB เหมาะกับผิวแห้งและริ้วรอยเล็ก ๆ ที่อยากได้ความชุ่มชื้นร่วมด้วย ลำดับที่ดีคือดูปัญหาผิวก่อนแล้วค่อยเลือก ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นหัตถการที่มีการฉีด ก็ย่อมมีความเสี่ยงอย่างรอยแดง บวม หรือรอยช้ำร่วมด้วย ควรเข้าใจสภาพผิวของตัวเองและปรึกษาแพทย์ที่ได้เห็นผิวจริงก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลว่าระหว่าง Rejuran HB กับ Rejuran ธรรมดา แบบไหนเหมาะกับผิวของคุณ แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ BeautyStone กรุงโซลได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Rejuran HB ดีกว่า Rejuran ธรรมดาเสมอไปไหม

ไม่ได้แปลว่าดีกว่า แต่จุดประสงค์ต่างกันมากกว่าค่ะ HB มีการเติมกรดไฮยาลูโรนิก จึงให้ความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูอย่างนุ่มนวลควบคู่ไปด้วย ส่วน Rejuran ธรรมดาจะโฟกัสที่การฟื้นฟูผิวและปรับผิวให้เรียบเนียน ถ้าปัญหาหลักคือผิวแห้ง HB อาจเหมาะกว่า แต่ถ้าปัญหาหลักคือผิวหยาบและความเด้ง Rejuran ธรรมดาก็อาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า ทางที่ดีควรให้แพทย์ที่ได้เห็นผิวจริงช่วยประเมิน

Q2. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

โดยทั่วไปมักทำเป็นคอร์สหลายครั้ง เว้นระยะห่างประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพราะเป็นหัตถการที่ค่อย ๆ ให้ผิวฟื้นฟูข้ามครั้งมากกว่าจะจบในครั้งเดียว จึงแนะนำให้ทำครบตามจำนวนครั้งที่แพทย์แนะนำแล้วค่อยดูผล จำนวนครั้งและระยะห่างจะปรับตามสภาพผิวของแต่ละคนค่ะ

Q3. หลังทำแล้วคลำเจอเป็นเม็ด ๆ ผิดปกติไหม

ในช่วงที่สารที่ฉีดกำลังกระจายตัว อาจคลำเจอเป็นตุ่มเม็ดเล็ก ๆ ได้ และโดยทั่วไปมักยุบลงเองภายในไม่กี่วัน ไม่ควรตั้งใจถูหรือขยี้แรง ๆ ปล่อยไว้ตามธรรมชาติจะดีกว่า แต่ถ้าผ่านไป 2 สัปดาห์แล้วยังมีก้อนแข็งเหลืออยู่ ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้ค่ะ

Q4. หลังทำแต่งหน้าได้เมื่อไหร่

โดยทั่วไปมักแต่งหน้าได้ตั้งแต่วันถัดไป แต่ถ้ายังมีรอยเข็มอยู่ การเลื่อนออกไปอีกสักวันจะดีกว่า วันที่ทำหัตถการควรเน้นการเพิ่มความชุ่มชื้นและการปกป้องผิวจากแสงแดดก่อน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนแบบเรียบง่าย และไม่ควรถูบริเวณที่ฉีดแรง ๆ ค่ะ

บทความแนะนำ

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ผู้หญิงกำลังปรึกษาแพทย์เรื่องสกินบูสเตอร์กับการสูบบุหรี่ก่อนทำผิวหนัง

สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?

ถ้าคุณสูบบุหรี่แล้วกำลังคิดจะทำสกินบูสเตอร์อย่าง Rejuran คำถามที่ว่าคอลลาเจนจะฟื้นตัวช้าลงไหมเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลใจ บทความนี้จะพาไปดูว่าบุหรี่ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนยังไง และจะดูแลให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้อย่างไร

ภาพปกอธิบาย Juvelook Volume สำหรับหน้าตอบหลังลดน้ำหนักผิวหนัง

ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม

พอลดน้ำหนักสำเร็จ แต่แก้มและกลางใบหน้ากลับตอบจนดูโทรมกว่าเดิม Juvelook Volume ช่วยพยุงด้วยแนวคิดแบบไหน มาทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ค่ะ

บทความล่าสุด

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ผู้หญิงรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติในช่วงที่เครียดสะสมลิฟติ้ง

ผิวหย่อนเพราะความเครียดเรื้อรัง RF Lifting ช่วยได้จริงไหม?

ช่วงที่เครียดหนัก ๆ แล้วรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติ จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าความเครียดเรื้อรังทำให้ผิวเสียความกระชับยังไง และ RF Lifting เข้ามาช่วยตรงไหน

ผู้หญิงกำลังปรึกษาแพทย์เรื่องสกินบูสเตอร์กับการสูบบุหรี่ก่อนทำผิวหนัง

สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?

ถ้าคุณสูบบุหรี่แล้วกำลังคิดจะทำสกินบูสเตอร์อย่าง Rejuran คำถามที่ว่าคอลลาเจนจะฟื้นตัวช้าลงไหมเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลใจ บทความนี้จะพาไปดูว่าบุหรี่ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนยังไง และจะดูแลให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้อย่างไร

ภาพปกอธิบาย Juvelook Volume สำหรับหน้าตอบหลังลดน้ำหนักผิวหนัง

ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม

พอลดน้ำหนักสำเร็จ แต่แก้มและกลางใบหน้ากลับตอบจนดูโทรมกว่าเดิม Juvelook Volume ช่วยพยุงด้วยแนวคิดแบบไหน มาทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ค่ะ

คุณแม่หลังคลอดกำลังพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำ Ultherapyลิฟติ้ง

หลังคลอดหน้าหย่อน ทำ Ultherapy ตอนให้นมได้ไหม?

หลังคลอดแล้วรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม ผิวดูไม่แน่นเท่าก่อน บทความนี้จะพาไปดูว่าช่วงให้นมทำ Ultherapy ได้ไหม และควรเริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะ

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors