ลบรอยสักด้วย PicoWay ทำไมสีหมึกต่างกันจำนวนครั้งจึงต่างกัน
สีดำลบง่ายแต่ทำไมสีฟ้าหรือสีเหลืองถึงใช้เวลานานกว่า บทความนี้พาไปเข้าใจว่าเลเซอร์ทำงานกับหมึกแต่ละสีอย่างไร และเหตุใดจำนวนครั้งจึงต่างกันในแต่ละสี

เคยสงสัยไหมว่าทำไมรอยสักสีดำถึงลบออกได้ค่อนข้างเร็ว แต่พอเป็นสีฟ้าหรือสีเหลืองกลับต้องใช้เวลานานกว่ามาก ทั้งที่เป็นรอยสักเดียวกันแท้ ๆ หลายคนที่กำลังศึกษาเรื่องการลบรอยสักมักกังวลว่าตัวเองต้องเข้ารับบริการกี่ครั้งถึงจะเห็นผล เพราะแต่ละสีตอบสนองต่างกันจนคาดเดายาก
คำตอบสั้น ๆ คือ เลเซอร์อย่าง PicoWay ทำงานกับหมึกแต่ละสีด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นต่างกัน สีดำและสีน้ำเงินเข้มจึงตอบสนองได้ดี ในขณะที่สีสว่างอย่างสีเหลืองหรือเขียวอ่อนมักต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่า บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกตั้งแต่หลักการที่เลเซอร์ทำงานกับหมึก แนวทางจำนวนครั้งตามสี ไปจนถึงสิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเริ่มลบรอยสัก เพื่อให้ตั้งความคาดหวังได้อย่างสมจริง ไปดูกันเลยค่ะ
เลเซอร์ลบรอยสักทำงานอย่างไร
การลบรอยสักด้วยเลเซอร์ไม่ได้ละลายหมึกออกในครั้งเดียว แต่ใช้แสงพลังงานสูงทำให้อนุภาคหมึกแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะค่อย ๆ ลำเลียงอนุภาคเหล่านั้นออกไป กระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในแต่ละครั้ง ทำให้รอยสักค่อย ๆ จางลงทีละน้อย
จุดสำคัญคือ หมึกแต่ละสีดูดซับแสงที่ความยาวคลื่น (Wavelength) ต่างกัน การเลือกความยาวคลื่นให้เหมาะกับสีของหมึกจึงช่วยให้อนุภาคแตกตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ PicoWay เป็นเลเซอร์ที่ปล่อยพลังงานในช่วงเวลาสั้นมากระดับพิโควินาที (Picosecond) เพื่อทำให้หมึกแตกตัวเป็นอนุภาคที่ละเอียดขึ้น และมีทางเลือกของความยาวคลื่นที่ปรับให้เข้ากับแต่ละสีได้ ทำให้ออกแบบการรักษาตามสีของหมึกได้ยืดหยุ่นกว่า

สีหมึกแต่ละสีตอบสนองต่างกันอย่างไร
แม้จะใช้เลเซอร์ตัวเดียวกัน แต่หมึกแต่ละสีก็ตอบสนองต่างกันอย่างเห็นได้ชัด หากแบ่งตามแนวโน้มทั่วไป จะเห็นความแตกต่างประมาณนี้
| สีหมึก | แนวโน้มการตอบสนอง | จำนวนครั้งโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ดำ / เทาเข้ม | ตอบสนองได้ดี | ค่อนข้างน้อย |
| น้ำเงินเข้ม / กรมท่า | ตอบสนองค่อนข้างดี | ปานกลาง |
| แดง / ส้ม | ปานกลาง | ต้องใช้มากขึ้น |
| เหลือง / เขียวอ่อน | ค่อนข้างยาก | ต้องใช้มากที่สุด |
ตารางนี้เป็นเพียงแนวโน้มทั่วไป การตอบสนองจริงอาจแตกต่างกันไปตามชนิดของหมึก ความลึก และช่วงเวลาที่เข้ารับบริการ ที่สีดำจางลงได้ดีที่สุดเพราะดูดซับแสงเกือบทุกความยาวคลื่นได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ส่วนสีสว่างอย่างเหลืองหรือเขียวอ่อนดูดซับแสงได้จำกัด จึงต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่า

ทำไมรอยสักหลายสีจึงจางไม่พร้อมกัน
เมื่อรอยสักหนึ่งชิ้นมีหลายสีปะปนกัน แต่ละสีจะจางลงด้วยความเร็วที่ต่างกัน ทำให้เส้นขอบสีดำมักจางก่อน ในขณะที่ส่วนที่เป็นสีอาจยังคงเหลืออยู่ จึงเกิดช่วงที่รอยสักดูจางไม่เท่ากันได้ ด้วยเหตุนี้ รอยสักที่มีหลายสีจึงมักใช้เวลานานกว่ากว่าทั้งภาพจะดูเรียบเสมอกัน
โดยทั่วไปแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะปรับการตั้งค่าให้ต่างกันในแต่ละส่วน เช่น เส้นขอบสีดำกับพื้นที่สี เพื่อให้แต่ละสีตอบสนองได้เหมาะสม การเข้าใจว่าสีใดมักจางก่อนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณเห็นภาพขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนขึ้น
จำนวนครั้งเปลี่ยนไปตามสีอย่างไร
รอยสักจะไม่หายในครั้งเดียว แต่จะค่อย ๆ จางลงเมื่อสะสมจำนวนครั้ง โดยทั่วไปแต่ละครั้งมักเว้นระยะห่างหลายสัปดาห์ขึ้นไป เพราะอนุภาคหมึกที่แตกตัวต้องใช้เวลาถูกลำเลียงออกจากร่างกาย และผิวก็ต้องการเวลาฟื้นตัวเช่นกัน
รอยสักที่เน้นสีดำมักจางลงได้ด้วยจำนวนครั้งที่ค่อนข้างน้อย ส่วนรอยสักที่มีสีสว่างปนหรือหมึกฝังลึกและเข้ม มักต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่า แม้จะเป็นสีเดียวกัน รอยสักเก่าที่ทำมานานอาจตอบสนองเร็วกว่าเพราะหมึกจางลงตามธรรมชาติแล้ว ในขณะที่รอยสักใหม่ที่หมึกยังเข้มอาจใช้เวลานานกว่า หากทำไปหลายครั้งแล้วแทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสอบชนิดและความลึกของหมึกอีกครั้งนะคะ ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนเริ่ม
หลังลบรอยสักด้วยเลเซอร์ อาจมีรอยแดง บวมเล็กน้อย หรือสะเก็ดบริเวณที่รักษา ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วันถึงประมาณหนึ่งสัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติหรืออาการเป็นนานผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที นอกจากนี้อาจเกิดรอยดำหรือสีผิวจางลงชั่วคราวได้ในบางกรณี จึงควรค่อย ๆ ติดตามผลไปตามขั้นตอน
ก่อนเริ่มลบรอยสัก การตรวจสอบข้อมูลบางอย่างล่วงหน้าจะช่วยให้ประเมินจำนวนครั้งและความคาดหวังได้ตามจริงมากขึ้น
- องค์ประกอบของสีหมึก : เน้นสีดำหรือมีสีปนกัน ส่งผลต่อจำนวนครั้งที่คาดไว้อย่างมาก
- ช่วงเวลาที่สัก : รอยสักเก่าและรอยสักใหม่มีสภาพหมึกต่างกัน ความเร็วในการตอบสนองจึงต่างกัน
- ความลึกของหมึก : หมึกที่ฝังลึกและเข้มมักต้องใช้จำนวนครั้งมากขึ้น
- สภาพผิวและตำแหน่ง : แต่ละตำแหน่งอาจฟื้นตัวและตอบสนองต่อเม็ดสีต่างกัน
แทนที่จะฟันธงว่า "กี่ครั้งถึงจะจบ" การตรวจสอบเกณฑ์เหล่านี้ก่อนแล้วค่อย ๆ ดูการเปลี่ยนแปลงเป็นขั้นเป็นตอน จะช่วยลดช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับผลลัพธ์ได้มากกว่า และควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน
สรุป
สาเหตุที่การลบรอยสักด้วย PicoWay ใช้จำนวนครั้งต่างกันตามสี เป็นเพราะหมึกแต่ละสีดูดซับแสงที่ความยาวคลื่นต่างกัน ทำให้บางสีแตกตัวได้ง่ายและบางสีทำได้ยากกว่า สีดำและน้ำเงินเข้มมักตอบสนองได้ดีด้วยจำนวนครั้งที่น้อยกว่า ส่วนสีสว่างอย่างเหลืองหรือเขียวอ่อนมักต้องใช้มากกว่า ทั้งนี้จำนวนครั้งจริงยังขึ้นอยู่กับความลึก ชนิดของหมึก และตำแหน่งด้วย
ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลว่ารอยสักหลากสีของตัวเองต้องใช้กี่ครั้ง สามารถแอด LINE มาปรึกษาคุณหมอที่ BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
คำถามที่พบบ่อย
Q1. รอยสักสีดำหายเร็วกว่าสีอื่นจริงไหม
สีดำดูดซับแสงได้เกือบทุกความยาวคลื่นค่อนข้างสม่ำเสมอ จึงมักตอบสนองได้ดีกว่าสีอื่น รอยสักที่เน้นสีดำจึงมักจางลงด้วยจำนวนครั้งที่ค่อนข้างน้อย แต่หากหมึกฝังลึกและเข้มหรือมีพื้นที่กว้าง แม้เป็นสีดำก็อาจต้องใช้จำนวนครั้งมากขึ้น ควรพิจารณาความลึกและขนาดพื้นที่ประกอบกันด้วยค่ะ
Q2. สีเหลืองหรือเขียวอ่อนลบไม่ออกเลยหรือเปล่า
ไม่ถึงกับไม่ตอบสนอง แต่สีสว่างดูดซับแสงได้จำกัด จึงมักต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่าสีดำ การเลือกความยาวคลื่นให้เหมาะกับสีจะช่วยให้ค่อย ๆ จางลงได้ เพียงแต่ควรเผื่อใจว่าอาจใช้เวลานานกว่ากว่าจะเรียบเสมอกัน แนวทางจำนวนครั้งตามองค์ประกอบสีสามารถสอบถามได้ในการปรึกษาค่ะ
Q3. รอยสักหลายสีมีขั้นตอนอย่างไร
เนื่องจากแต่ละสีจางด้วยความเร็วต่างกัน เส้นขอบสีดำมักจางก่อน ส่วนที่เป็นสีอาจยังเหลืออยู่ แพทย์จึงมักปรับการตั้งค่าให้ต่างกันในแต่ละส่วน และทั้งภาพมักใช้จำนวนครั้งมากกว่ากว่าจะเรียบเสมอกัน หากได้รับคำอธิบายว่าสีใดจะจางก่อนตั้งแต่ต้น จะเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้นค่ะ
Q4. ทำไมต้องเว้นระยะห่างหลายสัปดาห์ในแต่ละครั้ง
เพราะอนุภาคหมึกที่แตกตัวต้องใช้เวลาถูกลำเลียงออกจากร่างกาย และผิวต้องการเวลาฟื้นตัว หากเว้นระยะไม่พอ ผิวจะรับภาระมากขึ้นและผลลัพธ์อาจด้อยลง โดยทั่วไปจึงเว้นหลายสัปดาห์ขึ้นไป ส่วนระยะที่เหมาะสมควรให้แพทย์ประเมินจากตำแหน่งและการฟื้นตัวของผิวเป็นรายบุคคลค่ะ











