ภาพหน้าปกอธิบายว่า Oligio X เจ็บไหมและยาชาจำเป็นหรือไม่
ผิวหนัง

Oligio X เจ็บไหม? เจาะลึกความรู้สึกและยาชาที่ควรรู้

หลายคนกังวลว่า Oligio X ซึ่งเป็นคลื่นวิทยุจะเจ็บมากไหม และจำเป็นต้องใช้ยาชาหรือเปล่า บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความรู้สึกระหว่างทำและแนวทางการดูแลอย่างละเอียด

ติดตาม Hongdae Beautys Doctors YouTube
วียองจิน

วียองจิน

ผู้อำนวยการ

ตรวจสอบโดยแพทย์ นพ. วียองจิน
2นาที

เคยไหมคะ ที่พอได้ยินว่า Oligio X เป็นการรักษาด้วยคลื่นวิทยุที่ให้ความร้อน ก็เริ่มกังวลว่า "จะร้อนจนทนไม่ไหวหรือเปล่า" หรือ "ถ้าไม่ลงยาชาจะเจ็บเกินไปไหม" ความกังวลเรื่องความเจ็บมักทำให้หลายคนลังเลที่จะเริ่มต้นตั้งแต่ยังไม่ได้ลองเลย

ต้องบอกก่อนว่า ความรู้สึกจาก Oligio X โดยทั่วไปไม่ได้เจ็บจนทนไม่ได้ แต่ใกล้เคียงกับ "ความอุ่นที่แทรกด้วยความรู้สึกจี๊ดเพียงชั่วขณะ" มากกว่า เพราะขณะที่ความร้อนจากคลื่นวิทยุส่งลงสู่ผิวชั้นใน พื้นผิวด้านบนจะถูกทำให้เย็นไปพร้อมกัน ความรู้สึกจึงต่างจากอาการแสบร้อนแบบผิวไหม้ อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและแต่ละบริเวณ

บทความนี้ BeautyStone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Oligio X เจ็บระดับไหน ยาชาจำเป็นเมื่อใด แยกตามบริเวณและกรณีต่าง ๆ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลก่อนและหลังทำ เพื่อให้คุณเข้าใจและเตรียมตัวได้อย่างสบายใจ

Oligio X คืออะไร และทำไมจึงรู้สึกร้อน

Oligio X (Monopolar RF) คือหัตถการยกกระชับผิวด้วยคลื่นวิทยุ ที่ส่งพลังงานความร้อนลงสู่ผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ให้ผิวกลับมาเต่งตึงขึ้น หัวใจสำคัญคือการให้ความร้อนแก่ผิวชั้นในขณะที่พื้นผิวด้านบนถูกทำให้เย็นไปพร้อมกัน ด้วยกลไกนี้ แม้จะรู้สึกร้อน แต่ความรู้สึกจะต่างจากอาการที่ผิวชั้นบนถูกทำร้ายแบบผิวไหม้

พูดง่าย ๆ ก็เหมือนการอุ่นเนื้อผ้าจากด้านในโดยที่ผิวสัมผัสด้านนอกยังเย็นอยู่ เมื่อคลื่นวิทยุทำให้คอลลาเจนหดตัวและกระตุ้นการสร้างใหม่ ระหว่างทำจึงรู้สึกอุ่นหรือร้อนเป็นระยะ โดยทั่วไปความรู้สึกนี้ใกล้เคียงกับ "ความร้อน" มากกว่าความเจ็บ มักจี๊ดขึ้นเพียงชั่วขณะตอนที่พลังงานลงสู่ผิว แล้วค่อย ๆ ผ่อนลงเมื่อเลื่อนไปยังจุดถัดไป เป็นจังหวะที่วนซ้ำไปเรื่อย ๆ

ภาพแสดงกลไกของ Oligio X ที่อุ่นผิวชั้นในขณะที่พื้นผิวยังเย็น

Oligio X เจ็บระดับไหน? ความรู้สึกแยกตามบริเวณ

ความรู้สึกระหว่างทำ Oligio X ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำเป็นสำคัญ โดยทั่วไปบริเวณที่ผิวบางและอยู่ใกล้กระดูก มักรู้สึกถึงแรงกระตุ้นได้ชัดเจนกว่าบริเวณที่มีเนื้อหนา ตารางด้านล่างสรุปแนวทางคร่าว ๆ ในแต่ละบริเวณ ทั้งนี้เป็นเพียงแนวทางทั่วไป ความรู้สึกจริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

บริเวณความรู้สึกโดยทั่วไปยาชา
แก้มอุ่น ๆส่วนใหญ่ไม่จำเป็น
หน้าผากรู้สึกจี๊ดได้บ้างแล้วแต่กรณี
คางและรอบปากรู้สึกชัดเจนอาจช่วยได้
รอบดวงตาค่อนข้างไวมักแนะนำให้ใช้

จะเห็นว่าบริเวณอย่างคาง รอบปาก และรอบดวงตา ซึ่งอยู่ใกล้เส้นประสาท มักรู้สึกถึงแรงกระตุ้นได้ชัดกว่า ส่วนบริเวณแก้มที่มีเนื้อหนากว่ามักรู้สึกเพียงอุ่น ๆ การทราบแนวทางนี้ล่วงหน้าช่วยให้เตรียมใจและวางแผนร่วมกับแพทย์ได้ดีขึ้น

อะไรทำให้รู้สึกเจ็บมากขึ้น และเทคนิคลดความเจ็บ

แม้จะเป็นหัตถการเดียวกัน แต่ก็มีปัจจัยที่ทำให้รู้สึกเจ็บมากขึ้นได้ การรู้ไว้ล่วงหน้าช่วยให้เตรียมตัวได้ดีขึ้น ปัจจัยหลัก ๆ มีดังนี้

  • เมื่อใช้พลังงานสูง — ยิ่งปล่อยพลังงานแรง ความร้อนก็ยิ่งชัดเจน
  • บริเวณที่ไว — คาง รอบปาก และรอบดวงตาอยู่ใกล้เส้นประสาท จึงรู้สึกได้มากกว่า
  • วันที่สภาพร่างกายไม่พร้อม — การพักผ่อนไม่พอหรือช่วงก่อน-หลังมีประจำเดือน อาจทำให้ไวต่อความเจ็บมากขึ้น
  • เมื่อรู้สึกเกร็ง — เมื่อร่างกายเกร็ง มักจะรับรู้แรงกระตุ้นได้มากขึ้น

ในทางกลับกัน ก็มีเทคนิคช่วยลดความเจ็บได้เช่นกัน ระหว่างทำ หากรู้สึกร้อนเกินไป ไม่ต้องฝืนทน สามารถบอกแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพราะสามารถปรับระดับพลังงานหรือชะลอความเร็วลงได้ นอกจากนี้ การลดคาเฟอีนก่อนทำ ผ่อนคลายร่างกาย และหายใจเข้า-ออกอย่างสบาย ก็ช่วยให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปได้ เพราะแรงจี๊ดมักเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะในจุดนั้น การจดจ่อกับลมหายใจจึงช่วยให้ผ่านไปได้ง่ายขึ้น

ภาพแสดงว่าเมื่อรู้สึกร้อนเกินไประหว่างทำสามารถบอกแพทย์ได้ทันที

จำเป็นต้องใช้ยาชาไหม? ใครที่เหมาะกับการลงยาชา

Oligio X เป็นหัตถการที่หลายคนทำได้โดยไม่ต้องลงยาชา เพราะกลไกที่ทำให้พื้นผิวเย็นไปพร้อมกันทำให้โดยทั่วไปอยู่ในระดับที่รับได้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจลงยาชาก่อนเริ่มทำ ได้แก่

  • ผู้ที่ไวต่อความเจ็บ — หากปกติไวต่อการฉีดยาหรือแรงกระตุ้น การลงยาชาจะช่วยได้
  • ผู้ที่เน้นทำบริเวณที่ไว — คาง รอบปาก และรอบดวงตา มักรู้สึกชัดเจน
  • ผู้ที่ทำด้วยพลังงานสูง — ยิ่งปล่อยแรง ยาชายิ่งช่วยลดภาระความรู้สึก

โดยทั่วไปเมื่อลงยาชา จะต้องรอเวลาให้ยาซึมประมาณ 20-30 นาที ทำให้เวลารวมนานขึ้นเล็กน้อย แต่แลกกับความรู้สึกที่สบายขึ้นระหว่างทำ ในทางกลับกัน บางคนกลับรู้สึกอุ่นใจเมื่อได้รับรู้แรงกระตุ้นในระดับหนึ่ง เพราะรู้สึกว่า "พลังงานเข้าถึงผิวจริง" ดังนั้นการเลือกลงยาชาหรือไม่ จึงไม่มีคำตอบตายตัว แต่ควรพิจารณาตามความชอบและความรู้สึกของแต่ละบุคคล การแจ้งความต้องการล่วงหน้าในขั้นตอนปรึกษา จะช่วยให้แพทย์วางแผนเรื่องเวลาซึมของยาได้พอดี

ภาพแสดงว่าผู้ที่ไวต่อความเจ็บและบริเวณที่ไวเหมาะกับการลงยาชา

ผลข้างเคียงและการดูแลก่อน-หลังเพื่อลดความเจ็บ

หลังทำ Oligio X ผิวอาจมีความรู้สึกอุ่นบาง ๆ หรือแดงเล็กน้อยได้ ซึ่งมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 1-2 วัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรืออาการต่อเนื่องเกินหลายวัน ควรรีบปรึกษาคลินิกที่ทำทันที นอกจากนี้ ภาระความเจ็บยังลดได้ด้วยการเตรียมตัวในวันทำและการดูแลหลังทำ สิ่งที่ควรใส่ใจแยกตามช่วงเวลามีดังนี้

  • ก่อนทำ ลดคาเฟอีน — คาเฟอีนมีแนวโน้มทำให้ไวต่อความเจ็บขึ้นเล็กน้อย
  • พักผ่อนให้เพียงพอ — เมื่อสภาพร่างกายพร้อม แรงกระตุ้นเดียวกันก็รู้สึกน้อยลง
  • ระหว่างทำ ควรสื่อสาร — หากรู้สึกร้อนเกินไป ไม่ต้องฝืน บอกได้ทันที
  • หลังทำ ควรปลอบผิว — ประคบเย็นเบา ๆ และเติมความชุ่มชื้นเพื่อลดความร้อน
  • ป้องกันแสงแดด — ผิวที่ไวขึ้นเมื่อเจอแสงแดดอาจฟื้นตัวช้าลง

บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไป ความไวต่อความเจ็บและความจำเป็นในการลงยาชาของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจประเมินโดยตรงก่อนตัดสินใจ ยิ่งกังวลเรื่องความเจ็บ การพูดคุยล่วงหน้าก่อนทำยิ่งช่วยให้ปรับระดับความแรงและยาชาให้เหมาะกับตัวคุณได้ และทำให้สบายใจมากขึ้น

สรุป

ความรู้สึกจาก Oligio X โดยทั่วไปไม่ได้เจ็บจนทนไม่ได้ แต่ใกล้เคียงกับความอุ่นที่แทรกด้วยความรู้สึกจี๊ดเพียงชั่วขณะ เพราะกลไกที่ทำให้พื้นผิวเย็นไปพร้อมกัน ความรู้สึกจึงต่างจากอาการแสบร้อนแบบผิวไหม้ ส่วนยาชานั้นไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป แต่ช่วยลดภาระความรู้สึกสำหรับผู้ที่ไวต่อความเจ็บ ผู้ที่เน้นทำบริเวณที่ไว หรือผู้ที่ทำด้วยพลังงานสูง

ทั้งนี้ผลลัพธ์และความรู้สึกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายในแต่ละวัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ คุณจึงไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไปนะคะ

หากคุณกำลังกังวลว่า Oligio X จะเจ็บมากไหมหรือควรลงยาชาหรือเปล่า BeautyStone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ยินดีให้คำปรึกษา ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. Oligio X เจ็บมากไหม?

โดยทั่วไปไม่ได้เจ็บจนทนไม่ได้ แต่ใกล้เคียงกับความอุ่นที่แทรกด้วยความรู้สึกจี๊ดเพียงชั่วขณะ เพราะพื้นผิวถูกทำให้เย็นไปพร้อมกัน จึงต่างจากอาการแสบร้อนแบบผิวไหม้ อย่างไรก็ตาม บริเวณที่ไวอย่างคางหรือรอบดวงตา และการทำด้วยพลังงานสูง อาจรู้สึกชัดเจนขึ้น หากไวต่อความเจ็บ แนะนำให้แจ้งแพทย์ล่วงหน้านะคะ

Q2. จำเป็นต้องลงยาชาทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ หลายคนทำได้โดยไม่ต้องลงยาชา แต่สำหรับผู้ที่ไวต่อความเจ็บ เน้นทำบริเวณที่ไว หรือทำด้วยพลังงานสูง การลงยาชาจะช่วยลดภาระความรู้สึกได้ สามารถเลือกได้ตามความชอบของแต่ละคน หากแจ้งในขั้นตอนปรึกษาล่วงหน้า แพทย์จะวางแผนเรื่องเวลาซึมของยาให้พอดีค่ะ

Q3. ถ้าระหว่างทำรู้สึกร้อนเกินไปต้องทำอย่างไร?

ไม่ต้องฝืนทน บอกแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ได้ทันทีค่ะ เพราะสามารถปรับระดับพลังงานหรือชะลอความเร็วลงได้ แรงจี๊ดมักเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะในจุดที่พลังงานลงสู่ผิว การจดจ่อกับลมหายใจจึงช่วยให้ผ่านไปได้ง่ายขึ้น เพียงแค่การสื่อสารกับผู้ทำก็ช่วยลดภาระความเจ็บได้มากแล้ว

Q4. หลังทำยังมีอาการเจ็บหรือร้อนหลงเหลืออยู่ไหม?

หลังทำทันทีอาจมีความรู้สึกอุ่นบาง ๆ หรือแดงเล็กน้อยหลงเหลืออยู่ได้ ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 1-2 วัน การประคบเย็นเบา ๆ และเติมความชุ่มชื้นจะช่วยปลอบผิวได้ อย่างไรก็ตาม หากอาการปวดรุนแรงขึ้นหรือต่อเนื่องเกินหลายวัน ควรรีบปรึกษาคลินิกที่ทำทันทีนะคะ

บทความแนะนำ

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ผู้หญิงกำลังปรึกษาแพทย์เรื่องสกินบูสเตอร์กับการสูบบุหรี่ก่อนทำผิวหนัง

สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?

ถ้าคุณสูบบุหรี่แล้วกำลังคิดจะทำสกินบูสเตอร์อย่าง Rejuran คำถามที่ว่าคอลลาเจนจะฟื้นตัวช้าลงไหมเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลใจ บทความนี้จะพาไปดูว่าบุหรี่ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนยังไง และจะดูแลให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้อย่างไร

ภาพปกอธิบาย Juvelook Volume สำหรับหน้าตอบหลังลดน้ำหนักผิวหนัง

ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม

พอลดน้ำหนักสำเร็จ แต่แก้มและกลางใบหน้ากลับตอบจนดูโทรมกว่าเดิม Juvelook Volume ช่วยพยุงด้วยแนวคิดแบบไหน มาทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ค่ะ

บทความล่าสุด

ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวกำลังพิจารณาการทำหัตถการความงามผิวหนัง

มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?

ถ้าคุณเป็นเบาหวาน ความดันสูง หรือกินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ แล้วอยากทำหัตถการความงาม บทความนี้จะพาไปดูว่าต้องระวังอะไร และควรบอกคลินิกเรื่องอะไรบ้าง

ผู้หญิงรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติในช่วงที่เครียดสะสมลิฟติ้ง

ผิวหย่อนเพราะความเครียดเรื้อรัง RF Lifting ช่วยได้จริงไหม?

ช่วงที่เครียดหนัก ๆ แล้วรู้สึกว่าผิวหย่อนคล้อยเร็วผิดปกติ จริง ๆ แล้วสองอย่างนี้เกี่ยวข้องกันได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าความเครียดเรื้อรังทำให้ผิวเสียความกระชับยังไง และ RF Lifting เข้ามาช่วยตรงไหน

ผู้หญิงกำลังปรึกษาแพทย์เรื่องสกินบูสเตอร์กับการสูบบุหรี่ก่อนทำผิวหนัง

สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?

ถ้าคุณสูบบุหรี่แล้วกำลังคิดจะทำสกินบูสเตอร์อย่าง Rejuran คำถามที่ว่าคอลลาเจนจะฟื้นตัวช้าลงไหมเป็นเรื่องที่หลายคนกังวลใจ บทความนี้จะพาไปดูว่าบุหรี่ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนยังไง และจะดูแลให้ผลลัพธ์ดีขึ้นได้อย่างไร

ภาพปกอธิบาย Juvelook Volume สำหรับหน้าตอบหลังลดน้ำหนักผิวหนัง

ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม

พอลดน้ำหนักสำเร็จ แต่แก้มและกลางใบหน้ากลับตอบจนดูโทรมกว่าเดิม Juvelook Volume ช่วยพยุงด้วยแนวคิดแบบไหน มาทำความเข้าใจกันแบบง่าย ๆ ค่ะ

คุณแม่หลังคลอดกำลังพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำ Ultherapyลิฟติ้ง

หลังคลอดหน้าหย่อน ทำ Ultherapy ตอนให้นมได้ไหม?

หลังคลอดแล้วรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม ผิวดูไม่แน่นเท่าก่อน บทความนี้จะพาไปดูว่าช่วงให้นมทำ Ultherapy ได้ไหม และควรเริ่มเมื่อไหร่ถึงจะเหมาะ

ภาพหน้าปกเรื่องอาการบวมหลังทำหัตถการกับการดูแลด้วยอาหารผิวหนัง

อาการบวมหลังทำหัตถการ ลดได้ด้วยอาหารและโซเดียมไหม

อาการบวมที่เกิดขึ้นหลังทำหัตถการความงามอาจบรรเทาลงหรือยืดเยื้อได้ตามอาหารที่เรากิน บทความนี้ชวนดูเรื่องโซเดียม น้ำ และอาหารที่ช่วย จากมุมมองการดูแลตัวเองอย่างใจเย็น

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors