ภาพแสดงความต่างของ InMode และ Oligio ในการเก็บกรอบหน้า
ลิฟติ้ง

InMode กับ Oligio ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกกรอบหน้า

InMode และ Oligio เป็นการยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุเหมือนกัน แต่วิธีส่งความร้อนต่างกัน บทความนี้อธิบายความต่างเรื่องความเจ็บ จำนวนครั้ง และเหมาะกับใคร เพื่อช่วยตัดสินใจเรื่องกรอบหน้า

ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ

เคยไหมคะ ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่ากรอบหน้าเริ่มไม่ชัดเหมือนเดิม หรือช่วงคางและใต้คางดูหย่อนลงกว่าเมื่อก่อน ความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งที่หลายคนกังวลใจและมักบั่นทอนความมั่นใจ เมื่อเริ่มมองหาการยกกระชับแบบไม่ต้องผ่าตัด หลายคนจะเจอชื่อ InMode และ Oligio วางเรียงกันอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดคำถามว่าสองอย่างนี้คือหัตถการเดียวกัน หรือเป็นคนละวิธีกันแน่

โดยพื้นฐานแล้ว ทั้ง InMode และ Oligio คือการยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency: RF) ที่ส่งความร้อนเข้าสู่ผิวชั้นในเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน แต่จุดที่ต่างคือวิธีส่งความร้อนและความลึก ซึ่งทำให้ความรู้สึกเจ็บ จำนวนครั้ง และทิศทางของผลลัพธ์ต่างกัน บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกความต่างของทั้งสองหัตถการ พร้อมแนะนำแนวทางการเลือกให้เหมาะกับกรอบหน้าของแต่ละคนค่ะ

ทำไมคนถึงลังเลระหว่าง InMode กับ Oligio

การยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุคือการส่งความร้อนเข้าสู่ผิวชั้นในโดยไม่ต้องกรีดผิว เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ ปัญหาคือ ภายใต้คำว่า "คลื่นวิทยุ" เดียวกันนี้ กลับมีวิธีส่งความร้อนต่างกันหลายแบบซ่อนอยู่ ทำให้ข้อมูลของ InMode และ Oligio ปะปนกันจนแยกไม่ออก

จุดต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ที่วิธีส่งความร้อน InMode ใช้การส่งคลื่นวิทยุระหว่างขั้วไฟฟ้าสองขั้ว หรือ Bipolar RF (ไบโพลาร์) ซึ่งให้ความร้อนแบบตื้นและกระจายเป็นวงกว้าง จึงเน้นจัดการไขมันใต้คางและเก็บกรอบหน้าไปพร้อมกัน ส่วน Oligio ใช้ Monopolar RF (โมโนโพลาร์) ส่งความร้อนเข้มข้นลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ในครั้งเดียว จึงเน้นความกระชับระดับลึกและการปรับโครงสร้างคอลลาเจน เมื่อวิธีส่งความร้อนต่างกัน ความเจ็บและจำนวนครั้งก็ต่างกันตามไปด้วย

ภาพแสดงกลไกการส่งความร้อนแบบไบโพลาร์และโมโนโพลาร์ที่ต่างกัน

กลไกและความลึกต่างกันอย่างไร ดูจากตารางเปรียบเทียบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาวางความต่างของ InMode และ Oligio เรียงกันเป็นข้อ ๆ โดยมีงานวิจัยที่ระบุว่าเครื่องคลื่นวิทยุแบบไบโพลาร์ถูกนำมาใช้ปรับริ้วรอยและความกระชับของใบหน้าส่วนล่าง ซึ่งแสดงว่าวิธีนี้มีบทบาทในการเก็บกรอบหน้าส่วนล่างค่ะ

หัวข้อInModeOligio
วิธีส่งความร้อนBipolar RF (ระหว่างสองขั้ว)Monopolar RF (ให้ความร้อนทั้งชั้นผิวแท้)
ความลึกหลักตื้นและกระจายกว้างลึกทั่วชั้นผิวหนังแท้
จุดเด่นจัดการไขมันใต้คางและกรอบหน้าความกระชับลึกและปรับคอลลาเจน
ความรู้สึกเจ็บเน้นความรู้สึกอุ่นเป็นหลักรู้สึกร้อนแรงในครั้งเดียว
จำนวนครั้งทำเป็นคอร์สหลายครั้งมักทำครั้งเดียวแบบเข้มข้น
การใช้ยาชาใช้เบา ๆ หรือไม่ใช้แนะนำให้ใช้ครีมยาชา

จากตารางจะเห็นว่า ทั้งสองอยู่ในกรอบใหญ่ของ "คลื่นวิทยุ" เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่ทำแบบตื้นกว้างหลายครั้ง หรือทำแบบลึกเข้มข้นในครั้งเดียว ทิศทางผลลัพธ์ในแง่การกระตุ้นคอลลาเจนจึงทับซ้อนกัน แต่จุดที่แยกกันชัดเจนคือความเจ็บและจำนวนครั้งค่ะ

ภาพแสดงความต่างของความร้อนแบบตื้นกว้างและแบบลึกทั่วชั้นผิวแท้

ความเจ็บ จำนวนครั้ง และผลลัพธ์ ต่างกันตรงไหนจริง ๆ

โดยทั่วไปความเจ็บมักสัมพันธ์กับความเข้มของความร้อนที่ส่งลงไปในครั้งเดียว Oligio ที่ส่งความร้อนเข้มข้นลงชั้นผิวหนังแท้ในคราวเดียว จึงทำให้รู้สึกร้อนในช่วงที่ทำ และมักแนะนำให้ทาครีมยาชาก่อน ส่วน InMode ที่ให้ความอุ่นแบบตื้นและกระจายกว้าง หลายคนจึงรู้สึกว่านุ่มนวลกว่า อย่างไรก็ตาม ความเจ็บขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรปรึกษาปรับระดับกับแพทย์ก่อน

เรื่องจำนวนครั้ง ทั้งสองมีจังหวะต่างกัน InMode มักแบ่งทำเป็นคอร์สหลายครั้งเพื่อค่อย ๆ เก็บกรอบหน้าให้เข้าที่ ส่วน Oligio มักทำครั้งเดียวแบบเข้มข้นแล้วเว้นระยะให้คอลลาเจนสร้างขึ้นมา การเลือกจึงขึ้นอยู่กับตารางเวลาและช่วงพักฟื้นของแต่ละคน

ส่วนผลลัพธ์ ทั้งสองจะไม่เห็นทันทีหลังทำ แต่จะค่อย ๆ ปรากฏในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนตามการสร้างคอลลาเจนใหม่ โดยมีงานวิจัยที่ประเมินผลการยกกระชับใบหน้า คอ และกรอบหน้าด้วยคลื่นวิทยุแบบโมโนโพลาร์ ซึ่งรายงานว่า จากผู้เข้าร่วม 35 คน มี 77% ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น และ 64% ที่พึงพอใจ ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ถ้ากังวลเรื่องความกระชับระดับลึก Oligio อาจเหมาะกว่า แต่ถ้ากังวลเรื่องไขมันใต้คาง InMode ก็อาจตอบโจทย์มากกว่าค่ะ

ภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของความกระชับตามสัปดาห์หลังทำหัตถการ

ผลข้างเคียงและกลุ่มที่ควรระวังก่อนตัดสินใจ

แม้จะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด แต่การยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุก็มีผลข้างเคียงที่ควรรับทราบ โดยทั่วไปอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ทำ ซึ่งมักหายได้เองภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติหรือยืดเยื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที การเลือกทำในคลินิกมาตรฐานโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยลดความเสี่ยงและปรับระดับความร้อนให้เหมาะกับสภาพผิว

นอกจากนี้ยังมีบางกลุ่มที่ควรแจ้งแพทย์และประเมินเป็นพิเศษก่อนทำ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจหรืออุปกรณ์ฝังโลหะในร่างกาย
  • ผู้ที่มีประวัติแผลเป็นคีลอยด์หรือผิวแพ้ง่าย
  • ผู้ที่มีการอักเสบหรือแผลเปิดบริเวณที่จะทำ

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคลินิก ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและการออกแบบการรักษาของแพทย์ จึงควรสอบถามเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

สิ่งที่ควรเช็กก่อนเข้ารับการรักษา

แม้จะเป็นคลื่นวิทยุเหมือนกัน แต่การเลือกก็ต่างกันไปตามสภาพของแต่ละคน การเตรียมข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยให้การพูดคุยกับแพทย์ราบรื่นขึ้นค่ะ

  • สิ่งที่กังวลหลักคือไขมันและกรอบหน้า หรือความกระชับระดับลึก ถ้าเป็นไขมันใต้คางอาจพิจารณา InMode แต่ถ้าเป็นความกระชับลึกอาจพิจารณา Oligio
  • ความไวต่อความเจ็บ ผู้ที่ไวมากควรปรึกษาเรื่อง InMode ที่เน้นความอุ่น และระดับการใช้ยาชาล่วงหน้า
  • ความพร้อมเรื่องจำนวนครั้ง InMode มักเป็นคอร์สหลายครั้ง ส่วน Oligio มักทำครั้งเดียว จึงควรดูให้เข้ากับตารางเวลา
  • ช่วงเวลาประเมินผล เพราะคอลลาเจนใช้เวลาสร้างหลายเดือน จึงควรเว้นระยะก่อนประเมิน
  • การทำร่วมกับหัตถการอื่น ลำดับการทำร่วมกับฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

สรุป InMode กับ Oligio เลือกอย่างไรให้เหมาะกับกรอบหน้า

InMode และ Oligio ต่างก็เป็นการยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีส่งความร้อนและความลึก ทำให้ความเจ็บ จำนวนครั้ง และทิศทางผลลัพธ์แยกออกจากกัน หากอยากเก็บไขมันใต้คางและกรอบหน้าไปพร้อมกัน InMode อาจเหมาะกว่า แต่ถ้าต้องการความกระชับระดับลึก Oligio ก็อาจตอบโจทย์มากกว่า ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าอย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า แต่ขึ้นอยู่กับว่าความกังวลหลักของคุณอยู่ตรงไหน และการทำร่วมกันก็เป็นอีกทางเลือกที่พิจารณาได้

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และการยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุก็มีความเสี่ยงอย่างรอยแดงหรือบวมได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลเรื่องกรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัด และลังเลว่าควรเลือก InMode หรือ Oligio ที่ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ยินดีให้คำปรึกษา แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอได้เลยนะคะ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

Q1. การเก็บกรอบหน้า ควรเลือก InMode หรือ Oligio ดีกว่ากัน?

หากกังวลเรื่องไขมันใต้คางร่วมด้วย InMode ที่ให้ความร้อนกว้างระหว่างสองขั้วเพื่อเก็บกรอบหน้าอาจเหมาะกว่า แต่ถ้ากังวลเรื่องความกระชับในระดับลึกมากกว่าไขมัน Oligio ที่ให้ความร้อนทั่วชั้นผิวแท้ในครั้งเดียวก็อาจตอบโจทย์มากกว่า แนะนำให้ดูจากความกังวลหลักและปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจค่ะ

Q2. กลัวเจ็บ ควรเลือกแบบไหนที่เจ็บน้อยกว่า?

หลายคนรู้สึกว่า InMode ที่ให้ความอุ่นแบบตื้นและกระจายกว้างนั้นนุ่มนวลกว่า ส่วน Oligio ที่ส่งความร้อนเข้มข้นทั่วชั้นผิวแท้ในครั้งเดียวจะรู้สึกร้อนในช่วงที่ทำ จึงมักแนะนำให้ทาครีมยาชา อย่างไรก็ตามความเจ็บขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล การปรึกษาปรับระดับความแรงกับแพทย์ก่อนทำจะช่วยให้รับการรักษาได้สบายใจขึ้นค่ะ

Q3. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

InMode มักแบ่งทำเป็นคอร์สหลายครั้งเพื่อค่อย ๆ เก็บกรอบหน้า ส่วน Oligio มักทำครั้งเดียวแบบเข้มข้นแล้วเว้นระยะให้คอลลาเจนสร้างขึ้นมา จำนวนครั้งที่เหมาะขึ้นอยู่กับสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนให้เข้ากับตารางเวลาและการพักฟื้นของคุณค่ะ

Q4. ผลลัพธ์จะเริ่มเห็นได้เมื่อไหร่?

ทั้งสองหัตถการอาจรู้สึกตึงกระชับเล็กน้อยหลังทำ แต่การเปลี่ยนแปลงจริงจะค่อย ๆ ปรากฏตามการสร้างคอลลาเจนใหม่ในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน โดยทั่วไปมักเริ่มรู้สึกได้ราวสัปดาห์ที่ 4 และเข้าที่ราวสัปดาห์ที่ 12 ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล จึงควรประเมินผลโดยเว้นระยะเวลาค่ะ

บทความแนะนำ

เหนียงผู้ชาย หย่อนหรือไขมัน? เช็กเอง 4 ท่าก่อนจอง Ultheraลิฟติ้ง

เหนียงผู้ชาย หย่อนหรือไขมัน? เช็กเอง 4 ท่าก่อนจอง Ulthera

เหนียงของผู้ชายจะเป็นแบบหนังยืดหรือแบบไขมันหนา กะคร่าว ๆ ได้ที่บ้านด้วยกระจก นิ้ว และมือถือ รวมวิธีเช็ก 4 ท่า Ulthera เห็นผลเมื่อไหร่ในงานวิจัยที่มีผู้ชาย สิ่งที่ต้องคิดเพิ่มเมื่อไขมันหนา อาการหลังทำที่ควรติดต่อทันที และการเตรียมตัวก่อนมาเกาหลี

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?

รูปก่อนทำกับรูปวันที่ 90 ที่ถ่ายในเงื่อนไขเดียวกัน ช่วยให้เห็นว่าหลังทำ Ulthera แต่ละส่วนของหน้าเปลี่ยนไปแค่ไหน และจุดไหนยังหย่อนเหลือสำหรับวางแผนครั้งถัดไป

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผลลิฟติ้ง

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผล

หลังทำ Shurink 2-4 สัปดาห์ยังดูเหมือนเดิม ก็ยังไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล ดูเกณฑ์ตัดสินผลที่สัปดาห์ที่ 12 และวิธีถ่ายรูปเทียบให้ตรงกันค่ะ

บทความล่าสุด

เหนียงผู้ชาย หย่อนหรือไขมัน? เช็กเอง 4 ท่าก่อนจอง Ultheraลิฟติ้ง

เหนียงผู้ชาย หย่อนหรือไขมัน? เช็กเอง 4 ท่าก่อนจอง Ulthera

เหนียงของผู้ชายจะเป็นแบบหนังยืดหรือแบบไขมันหนา กะคร่าว ๆ ได้ที่บ้านด้วยกระจก นิ้ว และมือถือ รวมวิธีเช็ก 4 ท่า Ulthera เห็นผลเมื่อไหร่ในงานวิจัยที่มีผู้ชาย สิ่งที่ต้องคิดเพิ่มเมื่อไขมันหนา อาการหลังทำที่ควรติดต่อทันที และการเตรียมตัวก่อนมาเกาหลี

Fraxel laser ราคาต่างกันเพราะอะไร? CO2 กับแบบไม่ลอกผิวต้องเทียบแยกกันผิวหนัง

Fraxel laser ราคาต่างกันเพราะอะไร? CO2 กับแบบไม่ลอกผิวต้องเทียบแยกกัน

ทำไมราคา Fraxel แต่ละที่ไม่เท่ากัน CO2 กับเลเซอร์แบบไม่ลอกผิวต่างกันที่วันพักฟื้นและจำนวนครั้ง ก่อนเทียบราคาให้ดูชนิดเลเซอร์ก่อนค่ะ

ฉีดสลายไขมัน หรือโบลดกราม? หน้าใหญ่เพราะไขมันหรือกล้ามเนื้อรูปหน้าและวอลุ่ม

ฉีดสลายไขมัน หรือโบลดกราม? หน้าใหญ่เพราะไขมันหรือกล้ามเนื้อ

หน้ากว้างเพราะไขมันหรือกล้ามเนื้อกราม ลองกัดฟันเช็กเองเบื้องต้น แล้วดูว่าฉีดสลายไขมัน ฉีดหน้าเรียว และโบท็อกกรามต่างกันยังไงค่ะ

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?ลิฟติ้ง

หลังทำ Ulthera 3 เดือน เช็กผลจากรูปยังไง เทียบจุดไหนบ้าง?

รูปก่อนทำกับรูปวันที่ 90 ที่ถ่ายในเงื่อนไขเดียวกัน ช่วยให้เห็นว่าหลังทำ Ulthera แต่ละส่วนของหน้าเปลี่ยนไปแค่ไหน และจุดไหนยังหย่อนเหลือสำหรับวางแผนครั้งถัดไป

รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์ขน กี่วันหาย? ตุ่มหนองแบบไหนต้องหาหมอกำจัดขน

รูขุมขนอักเสบหลังเลเซอร์ขน กี่วันหาย? ตุ่มหนองแบบไหนต้องหาหมอ

แดงนูนรอบรูขุมขนหลังเลเซอร์ขนมักยุบใน 1–3 วัน ดูวิธีแยกตุ่มปกติกับรูขุมขนอักเสบ การดูแลช่วงแรก และสัญญาณที่ควรรีบหาหมอค่ะ

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผลลิฟติ้ง

Shurink เห็นผลเมื่อไหร่? หลังทำ HIFU กี่สัปดาห์ถึงควรตัดสินผล

หลังทำ Shurink 2-4 สัปดาห์ยังดูเหมือนเดิม ก็ยังไม่ใช่ว่าไม่ได้ผล ดูเกณฑ์ตัดสินผลที่สัปดาห์ที่ 12 และวิธีถ่ายรูปเทียบให้ตรงกันค่ะ

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors