ภาพแสดงช่วงอายุที่เหมาะจะเริ่มทำคอลลาเจนบูสเตอร์
ผิวหนัง

คอลลาเจนบูสเตอร์ ควรเริ่มตอนอายุเท่าไหร่? เจาะลึกแต่ละช่วงวัย

คอลลาเจนบูสเตอร์ไม่มีอายุตายตัวที่ต้องเริ่ม แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วที่คอลลาเจนของคุณลดลงและปัญหาผิวที่กังวล บทความนี้พาไปดูความต่างของแต่ละช่วงวัยและสิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่ม

ไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหมดูจากรูปหรือบทความอย่างเดียวบอกได้ยาก ปรึกษาเป็นภาษาไทยได้ แผนการรักษาจะสรุปหลังพบแพทย์ที่คลินิก* มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทย · ถามได้โดยตรงทาง LINEถามคุณหมอ

เคยไหมคะ ที่ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวไม่กระชับเหมือนเมื่อก่อน แล้วเริ่มลังเลว่าจะทำคอลลาเจนบูสเตอร์ตอนนี้ดีไหม หรือยังเร็วเกินไป บางโฆษณาบอกว่ายิ่งเริ่มเร็วยิ่งดี บางที่ก็บอกว่าให้รอจนอายุมากขึ้นก่อน จึงเป็นเรื่องที่หลายคนสับสนและกังวลใจ เพราะความรู้สึกว่าผิวเปลี่ยนไปนั้นบั่นทอนความมั่นใจได้ไม่น้อย

โดยพื้นฐานแล้ว คอลลาเจนบูสเตอร์ไม่ได้มีอายุตายตัวที่ต้องเริ่ม แต่เป็นหัตถการที่เริ่มตามความเร็วที่คอลลาเจนในผิวของแต่ละคนลดลง และตามชนิดของปัญหาที่กังวล บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปเจาะลึกกลไกการลดลงของคอลลาเจนตามวัย เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ในแต่ละช่วงอายุ พร้อมแนะนำสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ โดยเราเป็นคลินิกสัญชาติเกาหลีที่ตั้งอยู่ย่านฮับจอง กรุงโซล ไปดูกันเลยค่ะ

คอลลาเจนบูสเตอร์คืออะไร?

คอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster) คือกลุ่มหัตถการฉีดที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง จุดที่ต่างจากฟิลเลอร์ (Filler) อย่างชัดเจนคือ ฟิลเลอร์เป็นการเติมเต็มร่องหรือส่วนที่ยุบลงไปโดยตรงเพื่อเพิ่มวอลุ่มทันที ส่วนคอลลาเจนบูสเตอร์จะเข้าไปกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนภายในชั้นผิว ทำให้ผิวค่อย ๆ กระชับและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นจากภายใน

ด้วยกลไกแบบนี้ ผลลัพธ์จึงไม่ได้เห็นทันทีหลังทำ แต่จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน โดยทั่วไปจึงมักแบ่งทำหลายครั้งเพื่อให้คอลลาเจนค่อย ๆ เติมเต็มขึ้น และมีระยะการอยู่ตัวที่ค่อนข้างยาวนานเมื่อเทียบกับการเติมเต็มแบบอื่น ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

คอลลาเจนลดลงตามวัยได้อย่างไร?

ความกระชับของผิวมาจากคอลลาเจน (Collagen) และเส้นใยอีลาสติน (Elastin) ที่อยู่ในชั้นหนังแท้ ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ในชั้นผิว เปรียบเหมือนโครงตาข่ายที่คอยพยุงผิวให้ตึงและเด้ง เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของเซลล์เหล่านี้จะช้าลง ทำให้ปริมาณคอลลาเจนที่สร้างขึ้นตามไม่ทันปริมาณที่สลายไป

โดยทั่วไป คอลลาเจนมักเริ่มลดลงอย่างช้า ๆ ตั้งแต่ช่วงปลายอายุ 20 ปี ทำให้ความกระชับและวอลุ่มของผิวค่อย ๆ ดูลดลง นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนก และคอลลาเจนบูสเตอร์ก็คือแนวทางที่เข้าไปกระตุ้นให้ผิวกลับมาสร้างคอลลาเจนที่ลดลงนี้ขึ้นมาใหม่ ในบรรดาส่วนประกอบที่นิยมใช้ ก็มีอย่างเช่นสารกลุ่ม Poly-L-Lactic Acid (PLLA) ที่เข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิว และค่อย ๆ แสดงผลตลอดช่วงเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการช่วยให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง ไม่ใช่แค่การเติมเข้าไป

ภาพแสดงกลไกการลดลงของคอลลาเจนในชั้นผิวตามวัย

คอลลาเจนบูสเตอร์มีแบบไหนบ้าง?

คอลลาเจนบูสเตอร์แต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบที่ต่างกันเล็กน้อย โดยตัวที่พบได้บ่อยในคลินิก ได้แก่

  • สกัลป์ทรา (Sculptra) : กลุ่ม Poly-L-Lactic Acid (PLLA) เน้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • รีจูรัน (Rejuran) : กลุ่ม PN/PDRN ที่สกัดจาก DNA ปลาแซลมอน เน้นฟื้นบำรุงและความยืดหยุ่นของผิว
  • จูวีลุค (Juvelook) : กลุ่ม PDLLA ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนควบคู่กับการเติมความชุ่มชื้น

จุดร่วมของทั้งหมดคือ เข้าไปกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ไม่ใช่การเติมเต็มโดยตรงแบบฟิลเลอร์ ดังนั้นหากเป้าหมายคือต้องการวอลุ่มขึ้นทันที หัตถการแบบอื่นอาจเหมาะกว่า สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ แยกให้ชัดว่าเป้าหมายของคุณคือความกระชับหรือวอลุ่ม แล้วจึงเลือกแนวทางให้ตรงกับความต้องการ

ภาพแสดงชนิดของคอลลาเจนบูสเตอร์ที่พบได้บ่อยในคลินิก

เป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ในแต่ละช่วงวัย

แม้จะเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์เหมือนกัน แต่การเปลี่ยนแปลงหลักที่รู้สึกได้และเป้าหมายในการทำก็ต่างกันไปตามช่วงวัย โดยทั่วไปพอจะสรุปเป็นแนวทางคร่าว ๆ ได้ดังนี้

ช่วงวัยการเปลี่ยนแปลงหลักแนวทางที่พบบ่อย
ปลายวัย 20สัญญาณความกระชับลดลงในระยะแรกดูแลเชิงป้องกัน เน้นบูสเตอร์แบบเบา ๆ
วัย 30ริ้วรอยเล็ก ๆ และความกระชับที่ลดลงเน้นบูสเตอร์เพื่อความกระชับเป็นหลัก
วัย 40เริ่มมีวอลุ่มที่ลดลงร่วมด้วยทำบูสเตอร์ควบคู่กับหัตถการเพิ่มวอลุ่ม
วัย 50 ขึ้นไปความหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่ลึกขึ้นวางแผนร่วมกับหัตถการยกกระชับ

จากตารางจะเห็นว่า ในวัยที่ยังไม่มากนัก เป้าหมายมักเป็นการป้องกันและรักษาความกระชับ ส่วนเมื่ออายุมากขึ้น ก็มักต้องพิจารณาเรื่องวอลุ่มและความหย่อนคล้อยควบคู่กันไป จุดสำคัญคืออายุที่เริ่มไม่ใช่เกณฑ์หลัก แต่สภาพผิวของคุณเองต่างหากที่เป็นเกณฑ์สำคัญกว่า ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

ภาพแสดงเป้าหมายและผลลัพธ์ของคอลลาเจนบูสเตอร์ในแต่ละช่วงวัย

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังก่อนเริ่ม

ก่อนเริ่มทำคอลลาเจนบูสเตอร์ มีบางเรื่องที่รู้ไว้แล้วจะช่วยให้สบายใจขึ้น

  • ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ปรากฏ ใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะเข้าที่ จึงไม่ต้องรีบตัดสินใจ
  • มักต้องแบ่งทำหลายครั้ง มองเป็นกระบวนการต่อเนื่องมากกว่าการจบในครั้งเดียว
  • ควรแยกให้ชัดว่าเป้าหมายคือความกระชับหรือวอลุ่ม เพราะวอลุ่มแบบทันทีอาจเหมาะกับหัตถการอื่นมากกว่า

ในด้านความปลอดภัย หลังทำอาจมีรอยแดง บวม หรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือบวมนานผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหัตถการทันที นอกจากนี้ ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบ หรือมีการติดเชื้อบริเวณผิวที่จะทำ อาจไม่เหมาะกับหัตถการนี้ จึงควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ บทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไป การเลือกส่วนประกอบและช่วงเวลาที่เหมาะกับคุณ ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ตรวจประเมินจริง

สรุป

โดยสรุป คอลลาเจนบูสเตอร์ไม่มีอายุตายตัวที่ต้องเริ่ม แต่ขึ้นอยู่กับความเร็วที่คอลลาเจนของคุณลดลงและชนิดของปัญหาที่กังวล ในวัยปลาย 20 ถึง 30 ปีมักเน้นการป้องกันและรักษาความกระชับ ส่วนวัย 40 ปีขึ้นไปก็มักพิจารณาเรื่องวอลุ่มและความหย่อนคล้อยควบคู่กันไป อายุที่เริ่มจึงไม่ใช่เกณฑ์หลักเท่ากับสภาพผิวของคุณเอง

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้บ้าง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจ หากคุณกำลังกังวลว่าจะเริ่มทำคอลลาเจนบูสเตอร์ตอนนี้ดีไหม หรือยังเร็วเกินไป สามารถปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอของ Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ได้เลยนะคะ

คำถามที่พบบ่อย

Q1. อายุ 20 กว่า ๆ เริ่มทำคอลลาเจนบูสเตอร์เร็วเกินไปไหม?

ไม่มีอายุตายตัวที่ต้องเริ่มค่ะ หากช่วงปลายวัย 20 เริ่มรู้สึกว่าผิวกระชับน้อยลง บางคนก็เลือกเริ่มแบบเบา ๆ เพื่อดูแลเชิงป้องกัน แต่จะจำเป็นจริงหรือไม่ ควรดูจากสภาพผิว จึงแนะนำให้เข้าปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อนตัดสินใจนะคะ

Q2. คอลลาเจนบูสเตอร์ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?

ฟิลเลอร์เป็นการเติมเต็มส่วนที่ยุบลงไปโดยตรงเพื่อเพิ่มวอลุ่มทันที ส่วนคอลลาเจนบูสเตอร์จะกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง ทำให้ผิวค่อย ๆ กระชับขึ้น การเลือกจึงขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของคุณคือวอลุ่มหรือความกระชับค่ะ

Q3. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?

ขึ้นอยู่กับชนิดและแต่ละบุคคล แต่เนื่องจากเป็นการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ระยะการอยู่ตัวจึงถือว่าค่อนข้างยาว อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปคอลลาเจนก็จะค่อย ๆ ลดลงอีก หลายคนจึงเติมเป็นระยะเพื่อดูแลต่อเนื่องค่ะ

Q4. ทำครั้งเดียวเห็นผลไหม?

บางคนอาจรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งแรก แต่โดยทั่วไปมักแบ่งทำหลายครั้ง ห่างกันครั้งละไม่กี่สัปดาห์ เพื่อให้คอลลาเจนค่อย ๆ เติมเต็มได้อย่างมั่นคงกว่า จำนวนครั้งที่แนะนำจะต่างกันไปตามสภาพผิวและส่วนประกอบ ควรให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคลค่ะ

บทความแนะนำ

Fraxel รูขุมขน ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล หลังครั้งแรกต้องรอดูนานแค่ไหน?ผิวหนัง

Fraxel รูขุมขน ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล หลังครั้งแรกต้องรอดูนานแค่ไหน?

ทำ Fraxel ครั้งแรกแล้วรูขุมขนยังเหมือนเดิม ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ผล มาดูว่าต้องทำกี่ครั้ง ควรดูผลสัปดาห์ไหน ผิวแบบไหนควรรอก่อน และถ้าอยู่เกาหลีไม่นานควรวางนัดยังไง

Alltite ทำซ้ำทุกกี่เดือน ต้องกลับมาทำทุก 6 เดือนจริงไหม?ผิวหนัง

Alltite ทำซ้ำทุกกี่เดือน ต้องกลับมาทำทุก 6 เดือนจริงไหม?

6 เดือนหลังทำ Alltite เหมาะจะใช้ดูผลครั้งแรก มาดูว่าผิวเปลี่ยนไปยังไงในช่วง 3-4 เดือน ตารางเลือกแผนครั้งถัดไป กรณีที่ควรดูวิธีอื่นก่อน และวิธีถ่ายรูปเทียบผล

ราคา Radiesse ต้องใช้กี่หลอด? เทียบจากขนาดหลอดและจำนวนต่อจุดผิวหนัง

ราคา Radiesse ต้องใช้กี่หลอด? เทียบจากขนาดหลอดและจำนวนต่อจุด

คำว่าหนึ่งหลอดของ Radiesse อาจหมายถึง 1.5 mL หรือ 0.8 mL สรุปวิธีอ่านใบเสนอราคาจากจำนวนหลอดต่อจุด รอบเติม การฉีดซ้ำ การวางแผนตามทริปมาเกาหลี และอาการหลังฉีดที่ควรรู้

บทความล่าสุด

ร่องมาริโอเน็ต ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือยกกระชับ แบบไหนเหมาะกับฉัน?รูปหน้าและวอลุ่ม

ร่องมาริโอเน็ต ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือยกกระชับ แบบไหนเหมาะกับฉัน?

แยกร่องมาริโอเน็ตจากเนื้อยุบใต้มุมปาก กล้ามเนื้อที่ดึงมุมปากลง และกรอบหน้าที่หย่อน เทียบฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ และการยกกระชับ อาการหลังฉีดที่ต้องรีบไปพบแพทย์ และการวางแผนระหว่างทริปเกาหลี

สิวหัวดำ ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนหรือที่กดสิวเองที่บ้านได้ไหม?รูปหน้าและวอลุ่ม

สิวหัวดำ ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนหรือที่กดสิวเองที่บ้านได้ไหม?

แผ่นลอกสิวเสี้ยนทำให้จมูกดูสะอาดแค่ชั่วคราว ส่วนการบีบเองเสี่ยงแผลเป็น มาดูว่าที่บ้านควรทาอะไร ต้องรอนานแค่ไหน และเมื่อไหร่ควรให้คลินิกกดสิวให้ค่ะ

ราคาโบท็อกซ์ ดูจากกี่ยูนิตต่อจุด แล้วเทียบใบเสนอราคายังไงดี?รูปหน้าและวอลุ่ม

ราคาโบท็อกซ์ ดูจากกี่ยูนิตต่อจุด แล้วเทียบใบเสนอราคายังไงดี?

ใบเสนอราคาโบท็อกซ์ที่เขียนแค่ cc หรือราคาต่อครั้ง เอามาเทียบกันไม่ได้ บทความนี้ไล่ดูยูนิตของแต่ละจุด ปริมาณโบท็อกซ์กรามในงานวิจัย และช่องที่ควรมีในใบเสนอราคาค่ะ

ราคา Thermage 600 ช็อต ผิวเราเหมาะไหม และต้องทำซ้ำบ่อยแค่ไหน?ลิฟติ้ง

ราคา Thermage 600 ช็อต ผิวเราเหมาะไหม และต้องทำซ้ำบ่อยแค่ไหน?

ได้ใบเสนอราคา Thermage 600 ช็อตมาแล้วยังไม่แน่ใจว่าคุ้มไหม ลองดูว่าผิวแบบไหนที่ Thermage ยังมีงานให้ทำ ผลมักเห็นตอนไหน และระยะทำซ้ำทำให้ค่าใช้จ่ายทั้งปีเปลี่ยนไปอย่างไร

Fraxel รูขุมขน ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล หลังครั้งแรกต้องรอดูนานแค่ไหน?ผิวหนัง

Fraxel รูขุมขน ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล หลังครั้งแรกต้องรอดูนานแค่ไหน?

ทำ Fraxel ครั้งแรกแล้วรูขุมขนยังเหมือนเดิม ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ผล มาดูว่าต้องทำกี่ครั้ง ควรดูผลสัปดาห์ไหน ผิวแบบไหนควรรอก่อน และถ้าอยู่เกาหลีไม่นานควรวางนัดยังไง

ราคา InMode ทำหน้า ต้องเทียบจากโหมด FX Forma และกี่ครั้งยังไง?รูปหน้าและวอลุ่ม

ราคา InMode ทำหน้า ต้องเทียบจากโหมด FX Forma และกี่ครั้งยังไง?

ราคาต่อครั้งของ InMode เอามาเทียบตรง ๆ ไม่ได้ถ้าโหมดไม่เหมือนกัน มาดูว่า FX กับ Forma ทำงานกับชั้นไหน ควรทำกี่ครั้ง ผลข้างเคียงแบบไหนต้องรีบติดต่อ และใบเสนอราคาควรมีอะไรบ้าง

ติดตามเราใน Instagram

@beautysdoctors